
ไอพีโอต้องตา กองทุนชั่วครู่
บงกชรัตน์ สร้อยทองปกติช่วงครึ่งปีหลังในแต่ละปีจะเป็นฤดูกาลหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ต่างทยอยตบเท้าเข้าระดมทุนและจดทะเบียนซื้อขายทั้งในตลาดหลักทรัพย์ (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ(mai) กันมาก จนเรียกได้ว่าเห็นหุ้นใหม่เข้ามาซื้อขายกันทุกวัน
บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ปกติช่วงครึ่งปีหลังในแต่ละปีจะเป็นฤดูกาลหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ต่างทยอยตบเท้าเข้าระดมทุนและจดทะเบียนซื้อขายทั้งในตลาดหลักทรัพย์ (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ(mai) กันมาก จนเรียกได้ว่าเห็นหุ้นใหม่เข้ามาซื้อขายกันทุกวัน
"หุ้นไอพีโอ" เป็นที่สนใจของนักลงทุนรายบุคคล ชนิดเรียกว่ามีแฟนคลับของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่ทำหน้าที่ในการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและแกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย มีทั้งใช้สิทธิลงทุน ทั้งแบบขายทำกำไรหลังเข้าซื้อขายตลาดหุ้นในวันแรก หรือถือยาวก็ตามแต่ตามปัจจัยพื้นฐานและนโยบายการลงทุน
มุมมองของนักลงทุนสถาบันทั้ง ต่างประเทศและในประเทศ ส่วนใหญ่ที่จะจองซื้อหุ้นเพราะมีนโยบายลงทุนระยะยาว แหล่งข่าวบริษัทหลักทรัพย์ไทยที่ดูแลลูกค้าสถาบันแห่งหนึ่งให้มุมมองว่า ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อหุ้นไทยตั้งแต่กลางปีขายออกไปจนสถานะหุ้นไทยตอนนี้เป็นขายสุทธิแล้ว เพราะหุ้นไทยไม่มีหุ้นที่เป็นอนาคตหรือมีอุตสาหกรรมใหม่ให้น่าลงทุน อีกทั้งหุ้นไทยได้รับการเข้าไปคำนวณในดัชนี MSCI ไม่ถึง 2% เมื่อเทียบกับอดีต 20 ปีก่อนอยู่ที่ 8% นับวันจะถูกลดบทบาท หากไม่มีหุ้นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนสถาบัน
ไม่แปลกกรณีหุ้น บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) 9.6 หมื่นล้านบาท เป็นรองแค่ บริษัท ปตท. (PTT) เมื่อ 16 ปีก่อน ที่ 9.8 หมื่นล้านบาท จึงเป็นที่น่าจับตาและได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบัน กว่า 45% ของหุ้น ไอพีโอทั้งหมด เพราะไม่เห็นหุ้นใหญ่เข้าตลาดนานแล้ว
"หุ้นไอพีโอขนาดใหญ่เป็นที่สนใจของนักลงทุนสถาบันทั้งในและ ต่างประเทศเพราะมีต้นทุนที่เท่ากัน ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ อย่าง GULF คือต้นทุน คือ 45 บาท หุ้นขนาดใหญ่เช่นนี้ทำให้ต่างชาติเห็นว่าบริษัทจะมีการเติบโตที่ชัดเจนอย่างไรในอนาคต ส่วนประเด็นปัจจัยพื้นฐานหรือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่สถาบันแต่ละแห่งต้องวิเคราะห์เอง ขณะที่มองว่าหุ้นไอพีโอลักษณะอย่างนี้ยังเป็นที่ต้องการเพราะนับวันหายากสำหรับกลุ่มสถาบันมากขึ้นตลาดหุ้นไทยจึงเป็นที่พัก เพื่อนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า" แหล่งข่าว เปิดเผย
นอกจากนั้น หุ้นไอพีโอที่เข้ามาตั้งแต่กลางปีหลังดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 1,700 จุด ส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าไอพีโอช่วงแรกๆ ทว่า ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าราคาหุ้นไอพีโอหลายตัวกลับมีราคาที่ปรับลดลงมากกว่าราคาที่เสนอขายไอพีโออีก ซึ่งเห็นอยู่ทั้งในหุ้นที่เข้าทั้ง SET และ mai
"ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) ให้มุมมองว่า ไอพีโอขนาดใหญ่ไม่ค่อยมีให้นักลงทุนสถาบันซื้อ จึงไม่แปลกเมื่อมีหุ้นใหญ่เข้าจึงเป็นที่สนใจของนักลงทุนสถาบัน เพราะตลาดหุ้นไทยไม่มีหุ้นที่น่าสนใจให้เขาลงทุนอย่างยั่งยืน เป็นเรื่องปกติเมื่อเขามีเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ก็ต้องลงทุนบริษัทที่มีขนาดใหญ่ จะให้เขามาลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมเก่าอย่างธนาคารพาณิชย์ พลังงาน สื่อสาร หรือเทคโนโลยีก็ไปลงทุนในตลาดหุ้นประเทศอื่นดีกว่าที่ให้ผลตอบแทนที่ มากกว่า ส่วนรับเหมาก่อสร้างราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ก็สูงเกินความเป็นจริง 25-30 เท่า
ปัจจุบันเรามีหุ้นขนาดเล็กเข้ามาในตลาดมากเกิน ไอพีโอบางตัวไม่น่าจะเข้ามาระดมทุนได้ก็มี และพอราคาที่เข้ามาหลายหุ้นกลายเป็นราคาที่ผิดเพี้ยนไป ทำให้ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยผิดเพี้ยนไปเยอะ คนไทยกัน เองที่ลงทุน
ทั้งนี้ ณ วันที่ 7 ธ.ค. มีหุ้นไอพีโอที่จดทะเบียนเข้า SET และ mai ทั้งหมด 36 แห่ง มี 19 แห่ง ที่ราคาในปัจจุบันยังเหนือจอง







