
ยังมีแรงซื้อ LTF/RMF
จิตรา อมรธรรม & รองกรรมการผู้จัดการ & ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ & บล.ฟินันเซียไซรัส & [email protected]ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยในเดือนสุดท้ายของปีมักปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 1.7% จากเดือนก่อนหน้า หากเดือนนี้ปรับขึ้นในอัตราดังกล่าว ดัชนีหุ้นไทย (SET) สิ้นปีจะปิดที่ 1,726 จุด ใกล้เคียงกับจุดสูงเดิมที่เคยไปทดสอบหลายครั้งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
จิตรา อมรธรรม & รองกรรมการผู้จัดการ & ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ & บล.ฟินันเซียไซรัส & [email protected]
ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยในเดือนสุดท้ายของปีมักปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 1.7% จากเดือนก่อนหน้า หากเดือนนี้ปรับขึ้นในอัตราดังกล่าว ดัชนีหุ้นไทย (SET) สิ้นปีจะปิดที่ 1,726 จุด ใกล้เคียงกับจุดสูงเดิมที่เคยไปทดสอบหลายครั้งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
สถิติพบว่าแรงขายของต่างชาติจะมีมากที่สุดในเดือน พ.ย. ส่วน ในเดือน ธ.ค. สถานะยังคงเป็นขาย (แต่เบาบางกว่าเดือน พ.ย.มาก สอดคล้องกับเงินไหลเข้าในระยะนี้ การขายของต่างชาติยังมีต่อเนื่องในเดือน ม.ค. ก่อนจะกลับมาซื้ออีกครั้งในเดือน ก.พ.-เม.ย. ผู้ที่เป็นฝ่ายซื้อหลักๆ คือสถาบันในประเทศ ซึ่งมากพอที่จะผลักดันดัชนีได้ เมื่อย้อนไปดูเม็ดเงินซื้อสุทธิในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นรายเดือน พบว่ามีปริมาณสูงที่สุดในเดือน ธ.ค.ของทุกปี
ทั้งนี้ เมื่อดูยอดปีต่อปี พบว่าเม็ดเงินที่ซื้อ LTF และ RMF จะมากน้อยสลับกันไปทุกปี คือถ้าปีหนึ่งมากปีถัดไปจะน้อยลง และอีกปีถัดไปจะมากขึ้น คาดว่าเป็นเพราะ RMF สามารถซื้อปีเว้นปีได้ ส่วน LTF ไม่มีข้อจำกัด ถ้าบอกว่าแรงจูงใจในการซื้อหุ้นที่ระดับดัชนี 1,700 จุด มีน้อย แต่เม็ดเงินที่ซื้อ LTF + RMF ในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ก็น้อยมาก 4.4 หมื่นล้านบาท ถ้าเทียบกับ 8-9 หมื่นล้านบาท/ปี ในปี 2557 และ 2559 จึงเชื่อว่าแรงซื้อจาก LTF/RMF น่าจะยังรออยู่อีก 1-2 หมื่นล้านบาท ในช่วงที่เหลือของเดือนนี้
กำไรของบริษัท ฐิติกร (TK) ในไตรมาส 3 ดีกว่าที่คาด สิ่งที่น่าประทับใจคือส่วนต่างดอกเบี้ยสินเชื่อที่ปรับขึ้นสู่ 34% จาก 33.5% ในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 32.6% ในปี 2559 ซึ่งเกิดจากอัตราผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อที่ดีขึ้น เพราะสัดส่วนสินเชื่อที่เป็นพอร์ตรถจักรยานยนต์ที่สูงขึ้น ส่วนต้นทุนทางการเงินทรงตัวในระดับต่ำที่ 2.6% ลดลงจากค่าเฉลี่ยในปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 5.6%
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4 จะเป็นฤดูกาลที่ดีของการเติบโตสินเชื่อรถจักรยานยนต์ เนื่องจากเป็นฤดูเก็บเกี่ยวและการจับจ่ายใช้สอย เราจึงคาดว่ากำไรน่าจะเพิ่มขึ้น 29% จากไตรมาส 3 และ 68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 171 ล้านบาท และน่าจะทำให้กำไรทั้งปีขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 23% จากปีก่อนเป็น 528 ล้านบาท
ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2561 มีแนวโน้มดีขึ้นชัดเจนจากการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้น ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ฟื้นตัว และกำลังซื้อภาคประชาชนที่แข็งแกร่งขึ้นจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ผ่อนคลายลง คาดว่าจะส่งผลดีต่อการซื้อขายรถจักรยานยนต์ในกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด ซึ่งจะส่งผลให้ยอดขายรถจักรยานยนต์เติบโตเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ส่วนยอดขายรถยนต์น่าจะมีการเติบโตเป็นปีแรกในรอบ 5 ปี
คาดว่า TK จะมีการเติบโตของสินเชื่อราว 12% ในปี 2018 และคาดการณ์กำไรสุทธิที่ 649 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอีก 23% ประมาณการดังกล่าวอยู่บนสมมติฐานส่วนต่างดอกเบี้ยสินเชื่อที่ 35% ดีขึ้นกว่าปีนี้ที่ 33.7% ซึ่งเป็นไปตามการเติบโตของสินเชื่อที่ดีขึ้น และต้นทุนทางการเงินที่ยังต่ำ เพราะแหล่งเงินทุนส่วนใหญ่ราว 80% เป็นเงินกู้ระยะยาว (หุ้นกู้และเงินกู้) ซึ่งบริษัทได้มีการปรับพอร์ตตั้งแต่ปีนี้ ประมาณการกำไรดังกล่าวยังอยู่บนคาดการณ์ต้นทุนเครดิตที่ 10.2% และต้นทุนต่อกำไรที่ 57% ใกล้เคียงกับปีนี้
นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ชอบ TK มากที่สุดในกลุ่มผู้ประกอบการให้สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ประกอบด้วย TK บริษัท เอส 11 กรุ๊ป (S11) และบริษัท กรุ๊ปลีส (GL) โดยเฉพาะในประเด็นของ คุณภาพหนี้ ซึ่งล่าสุดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 4.5% ลดลงจากไตรมาส 2 ที่อยู่ที่ 4.8% ขณะที่สัดส่วนสำรองต่อเอ็นพีแอลอยู่ที่ 134% บนมาตรฐานเดียวกับธนาคาร ซึ่งคาดว่าน่าจะเพียงพอสำหรับมาตรฐานบัญชี IFRS 9 ที่จะบังคับใช้ปี 2562 ประเมินราคาเหมาะสม ปี 2561 ที่ 19.50 บาท อิงสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 15 เท่า เท่ากับค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง







