
แตกพาร์-ตัดเค้กใหม่
มีผลงานวิจัยที่น่าสนใจ ที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง สำหรับนักลงทุนรายบุคคล นับเป็นกระแสยอดนิยมอีกบทหนึ่ง จากหุ้นที่ดูว่าแพง ใช้เงินก้อนจำนวนหนึ่ง มาเป็นเงินก้อนที่เล็กลง คล่องตัวขึ้น มีโอกาสลงทุน หยิบจับต้องได้ สมกับเศรษฐานะของการเป็นนักลงทุนรายบุคคล
มีผลงานวิจัยที่น่าสนใจ ที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง สำหรับนักลงทุนรายบุคคล นับเป็นกระแสยอดนิยมอีกบทหนึ่ง จากหุ้นที่ดูว่าแพง ใช้เงินก้อนจำนวนหนึ่ง มาเป็นเงินก้อนที่เล็กลง คล่องตัวขึ้น มีโอกาสลงทุน หยิบจับต้องได้ สมกับเศรษฐานะของการเป็นนักลงทุนรายบุคคล
ผลงานที่ว่านี้ ดร.คณิสร์ แสงโชติ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำมาสอนในห้องเรียนของนักลงทุนผู้ทรงคุณวุฒิ ของสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ดิฉันจึงขออนุญาตท่านในการนำมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้
การกำหนด "พาร์" ของบริษัทจดทะเบียน หรือหุ้นแต่ละตัวนั้น เดิมมักจะเป็นหุ้นละ 100 บาท ต่อมานิยมลดลงเป็น 10 บาท เป็น 1 บาท และลดลงเรื่อยๆ นัยว่าเพื่อให้หุ้นมีความคล่องตัว เป็น 0.5 บาท กลายเป็นสองหุ้นบาท สามหุ้นบาท กระเซ้ากันพอได้คลายอารมณ์ตามหุ้นตก
ในทางทฤษฎี การแตกพาร์ หรือ Split Stock มีเหตุผลหลัก คือ การปรับช่วงกว้างของราคา การส่งสัญญาณให้มีความน่าสนใจ และดึงดูดความสนใจด้านการข่าว
ส่วนในตลาดหุ้นไทย การแตกพาร์ เชื่อว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มสภาพคล่อง สำหรับหุ้นที่ไม่ค่อยมีการหมุนเวียน หรือหุ้นที่นิ่งๆ อาจด้วยความที่มีราคาสูง พอปรับราคาตามการแตกพาร์ มักจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้นักลงทุนรายบุคคลหันมาให้ความสนใจหุ้นเหล่านี้มากขึ้น
จากผลการวิจัย อาจารย์คณิสร์ อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อมีข่าวการแตกพาร์ หุ้นตัวนั้นมักจะมีการกระพือเรื่องราคา หมายถึงราคาที่ขยับตัวขึ้นในช่วงแรกๆ และมีสภาพคล่องมากขึ้น มีจำนวนซื้อขายเพิ่มขึ้น
การส่งสัญญาณให้มีความน่าสนใจ หรือ Signaling Theory เป็นลักษณะของการทอดสะพาน อ่อยเหยื่อ ทำให้มีความน่าเชื่อถือ การประกาศข่าวว่า จะมีการแตกพาร์ เหมือนเป็นการประกาศว่า จะมีการ "ตัดเค้ก" ชิ้นเดิม ให้มีจำนวนเค้กมากขึ้น เพื่อชิงพื้นที่การข่าว-Stories in the press ซึ่งก็ได้ผลอย่างฉมัง การเก็บข้อมูลปรากฏตามทฤษฎี
แต่ก็พบว่ามีหลายบริษัทที่ใช้กลยุทธ์การแตกพาร์ได้อย่างสมประสงค์ ซึ่งมักจะเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี เช่น AOT, MALEE เป็นต้น
เป็นข้อเตือนใจที่ดีในการพิจารณาเลือกลงทุน เมื่อมีข่าวเรื่องการแตกพาร์ เพราะนักลงทุนยังมีหุ้นเป็นบริษัทเดิม แต่มีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงว่ามีตัวหารที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน
ยังมีผลการวิจัยที่ออกมาคู่กัน คือ เรื่องการจ่ายปันผลเป็นหุ้น-หุ้นปันผล หรือ Stock Dividends หลายท่านอาจชอบใจ ดีใจ ที่มีหุ้นเพิ่มขึ้น มีความเป็นเจ้าของบริษัทมากขึ้น แต่ในทางทฤษฎีด้านการเงิน ที่มีเวลาเป็นตัวทศค่า เงินจะเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา การจ่ายปันผลเป็นหุ้น จะสามารถนำมาเทียบเท่าเงินสด กับ Pay-out Ratio ด้วยมูลค่าปัจจุบันได้หรือไม่ เป็นเรื่องน่าคิด
หลายบริษัทนิยมจ่าย "หุ้นปันผล" ด้วยเหตุผลน่าฟังว่า เพื่อสงวนเงินสด ที่จะนำมาจ่ายเงินปันผลนั้น นำไปลงทุนต่อยอด และจะทำให้จ่าย "เงินปันผล" ให้ผู้ถือหุ้นมากขึ้นในอนาคต หากนักลงทุนเลือกได้ ลองถามใจตัวเองดูว่า จะรับ "หุ้นปันผล" หรือ "เงินปันผล" กันดีล่ะ
ทางเลือกในการลงทุนของนักลงทุนมีมากมาย และทางเลือกของผู้บริหารก็มีมากมายเช่นกัน การบริหารความสมดุลของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องไม่ง่าย ในยุคดิจิทัลนี้ ทุกข้อมูลข่าวสารล้วนมีผลกระทบที่ตามมา ทฤษฎีและประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามักจะสอนใจเราได้ดี เพียงแต่เราอาจความจำสั้นในบางคราว เมื่อความเย้ายวนของ "ความโลภ" เข้ามาครอบงำ การบริหารการข่าวของบริษัทจดทะเบียนจึงมีความสำคัญที่เป็นทั้งบทบู๊-บุ๋น ที่นักลงทุนต้องมีปราการใจอันเข้มแข็งเป็นจุดตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อยู่เสมอ







