
อย่าให้ตูนต้องเหนื่อยเปล่า ต้องร่วมก้าวคนละก้าว
ปี 2559 คุณอาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน บอดี้สแลม) ระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลบางสะพาน
โดย เชาวลิต บุณยภูษิต เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org
ปี 2559 คุณอาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน บอดี้สแลม) ระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ด้วยการวิ่งที่ชื่อว่า "ก้าวคนละก้าวเพื่อโรงพยาบาลบางสะพาน" ใช้เวลา 10 วันวิ่งจากกรุงเทพฯ ถึงโรงพยาบาลบางสะพาน รวมระยะทาง 400 กิโลเมตร ครั้งนั้นสามารถระดมทุนได้ 85 ล้านบาท
เนื่องจากความขาดแคลนด้านสาธารณสุขของโรงพยาบาลในต่างจังหวัดทั่วประเทศ โรงพยาบาลอีกจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อจะเพิ่มศักยภาพในการรักษาคนไข้ให้เพียงพอต่อความต้องการที่มีมากขึ้นทุกวัน ปี 2560 ตูน บอดี้สแลม ชายคนเดิมไม่อาจทนต่อเสียงเรียกร้องขอความช่วยเหลือที่มีถึงเขาไม่ขาดสายได้ "ก้าว" ครั้งใหม่ก็เกิดขึ้นพร้อมกับระยะทางที่ยาวขึ้น จากใต้สุดถึงเหนือสุด (เบตง-แม่สาย ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร) นานขึ้น (1 พ.ย.-25 ธ.ค. 2560 รวม 55 วัน) และจำนวนโรงพยาบาลที่จะนำเงินไปบริจาคมีมากขึ้น ในชื่อ "ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ" เขาตั้งเป้ายอดบริจาคไว้ที่ 700 ล้านบาท คาดว่า ณ วันที่เขา วิ่งถึงแม่สายจุดเหนือสุดของประเทศ ยอดเงินบริจาคที่ตั้งไว้น่าจะเกินเป้าแน่นอน (ณ วันที่เขียนบทความนี้ 5 ธ.ค. 2560 ระยะทางวิ่งได้ 1,300 กิโลเมตร ยอดเงินบริจาคมากกว่า 565 ล้านบาทแล้ว!)
ปรากฏการณ์ก้าวคนละก้าวที่ตูน บอดี้ สแลมสร้างขึ้นมา ทำให้ย้อนกลับไปค้นหนังสือ "การสร้างสรรค์ประชาธิปไตย" ขึ้นมาทบทวน ดังที่เคยนำมากล่าวถึงหลายครั้งในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในสังคม เนื้อความท่อนหนึ่งสามารถนำมาอธิบายที่มาที่ไปและแรงบันดาลใจของปรากฏการณ์ "ก้าวคนละก้าว" ที่ตูน บอดี้สแลม ทำให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
เนื้อความในหนังสือ "การสร้างสรรค์ประชาธิปไตย" โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ท่อนนั้น คือ
"ต้องมองเสรีภาพในส่วนเหตุนี้ให้หนัก คือมองว่า ทำอย่างไรจะให้ศักยภาพที่มีอยู่ของคนแต่ละคน ออกไปเอื้ออำนวยประโยชน์แก่สังคมได้เต็มที่... เสรีภาพส่วนนี้แหละที่คนมักจะมองข้าม การปกครองประชาธิปไตยมีเนื้อหาสาระสำคัญอยู่ที่เสรีภาพส่วนนี้ กล่าวคือสังคมที่พัฒนาดีแล้วในประชาธิปไตย จะพยายามเปิดช่องทางที่จะมาเอาศักยภาพของคนแต่ละคนออกไปใช้ทำประโยชน์แก่สังคมให้เต็มที่ ใครมีเท่าไร ก็ทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้เท่านั้น ถ้าได้อย่างนี้เมื่อไร สังคมประชาธิปไตยก็จะพัฒนา จะก้าวหน้า"
ใจความท่อนนี้กระตุ้นให้คิดถึงเสรีภาพในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งโดยทั่วไปและส่วนมากแล้วเรามักจะคิดถึงเสรีภาพในแง่ที่จะได้จะเอาจะตักตวงจากสังคมแต่ฝ่ายเดียว จนอาจจะลืมนึกถึงในอีกด้าน คือการใช้เสรีภาพร่วมสร้างสรรค์สังคม ดังนั้นเมื่อมีเสรีภาพแล้ว คนในสังคมควรจะใช้เสรีภาพที่มีอยู่นำจุดเด่นจุดดีและศักยภาพของตนเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมให้ก้าวไปข้างหน้า แต่ละคนต้องช่วยกันก้าวคนละก้าว สังคมจึงจะก้าวไปได้ดี
สอดรับกับคำพูดของตูน บอดี้สแลม ชายผู้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "ก้าวคนละก้าว" ขึ้นในสังคมไทย
"เราอยากที่จะก้าวไปให้ถึงที่สุด เท่าที่พลังของเราและทุกๆ คนจะมี เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่า แค่ก้าวเล็กๆ จากทุกคน เมื่อรวมกันแล้ว มันจะสามารถกลายเป็นก้าวยาวๆ ขึ้นมาได้จริงๆ"
จากปรากฏการณ์ในสังคม หันมองมาที่ตัวเราสมาชิกแต่ละรายในสังคม
สังคมไทยต้องอย่าให้ตูน บอดี้สแลม ต้องเหนื่อยเปล่ากับการออกวิ่งระดมทุนครั้งแล้วครั้งอีก โรงพยาบาลที่ได้รับเงินบริจาคไปก็ต้องใช้เงินบริจาคของชาวไทยที่เกิดจากการระดมทุนด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของตูน บอดี้สแลม ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าที่สุด และป้องกันไม่ให้เกิดมีการรั่วไหลขึ้น สมาชิกในสังคมต้องหันหน้ามารักตัวเอง ดูแลตัวเองกัน ออกกำลังกายให้ถูกสุขวิธี ให้เหมาะสมตามฐานานุรูปแห่งเพศ วัยและร่างกายของแต่ละคน ดูแลตัวเองทั้งอาหาร การพักผ่อน ดูแลสุขภาวะองค์รวม เพื่อลดปริมาณการพึ่งพาโรงพยาบาลลง
โดยส่วนตัวเอง การมีสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ตั้งแต่เริ่มออกกำลังกายมาเป็นปกตินิสัย 20 กว่าปี โรคเล็กๆ น้อยๆ (แต่อาจจะเป็นภาระให้ชีวิตมหาศาล) เป็นต้นว่า ความดัน เบาหวาน ปวดหัวตัวร้อน หรือไข้หวัดตามฤดูกาล น้อยนักที่จะกล้ำกรายหรือเฉียดเข้าใกล้ ไม่เคยเจ็บไข้ไม่สบายถึงขนาดล้มหมอนนอนเสื่อในโรงพยาบาลเลย บางปีแม้แต่ไข้หวัดก็ไม่เป็นเลยสักครั้งเดียว บางคราวถึงแม้อากาศภายนอกจะเปลี่ยนแปลง โดนฝนต้องลมบ้าง ร่างกายก็ปกติดี ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นผลจากเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่หมั่นสั่งสมมา ทั้งอาหารการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน ฯลฯ ร่างกายคงสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้สุขภาพแข็งแรง
มองกว้างออกไป หากสมาชิกของสังคมดูแลตัวเองเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายตามควรแก่ฐานานุรูปดังว่าแล้ว ภาระที่เกิดขึ้นแก่โรงพยาบาลจะมีน้อยมาก คนจะไม่แน่นโรงหมอร้านยาอย่างทุกวันนี้ งบประมาณของชาติที่ใช้จ่ายด้านสาธารณสุขจะลดลงอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องเป็นภาระให้ตูน บอดี้สแลม หรือคนอื่นๆ ในอนาคตต้องเหนื่อยกันมาก
สำหรับข้ออ้างอภิมหาอมตะนิรันดร์กาลที่ชอบใช้กันคือ "ไม่มีเวลา" นั้น ทุกคนมีเวลาวันหนึ่งเท่ากัน แต่อยู่ที่การจัดสรรเวลาของแต่ละคนว่าจะให้แก่คุณค่าใดต่อชีวิตตัวเอง จะมุ่งแสวงหาคุณค่าแท้หรือคุณค่าเทียมให้แก่ชีวิต ใช่หรือไม่ว่าเรามุ่งแสวงหาสิ่งใดเราก็จัดสรรเวลาให้สิ่งนั้นได้เสมอ? นอกจากนี้ ประโยคสุดยอดอมตะคือข้ออ้าง "ไม่มีเวลา" สามารถใช้อ้างไปได้ตลอดชีวิต ใช้ได้ทั่วไป และอาจจะใกล้วันที่อ้างไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ก็ยัง "ไม่มีเวลา" ให้แก่สุขภาวะตัวเองอยู่ดี!
มองลึกลงไป เป้าหมายสูงสุดของการณรงค์ "ก้าวคนละก้าว" ของตูน บอดี้สแลม น่าจะยังห่างไกลจากเป้าหมาย และคงต้องออกแรงวิ่งระดมทุนอีกไม่จบสิ้น หากพวกเราแค่ออกมายื่นเงิน สัมผัสมือ หรือเซลฟี่กับเขา และฮือฮากันสักพัก ก่อนที่กระแสตื่นตัวเรื่องการออกกำลังกายจะค่อยลอยจางหายไปกับสายหมอกคล้อยหลังเขาวิ่งถึงแม่สายไม่นาน
แต่วันใดที่ประชากรไทยมีสุขภาวะ พื้นฐานที่ดี เนื่องจากเราใส่ใจดูแลรักษาสุขภาวะของตัวเองกัน จนโรงพยาบาลมีคิวผู้ป่วยน้อย บุคลากรทางสาธารณสุขมีเวลาพักผ่อน วันนั้นถือว่าเป้าหมายสูงสุดของตูน บอดี้สแลมบรรลุผลที่หมายปองแล้ว เขาไม่ต้องอุทิศพลังแรงกายนานหลายๆ วันวิ่งระดมทุนเพื่อการสาธารณสุขไทย แต่มีเวลาส่วนตัววิ่งออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่ตัวเองชอบ ทุ่มเทเวลากับการสร้างความสุขด้านดนตรี หรือสร้างสรรค์สังคมไทยด้านอื่นๆ ได้อีกต่อไป
สุดท้ายนี้ พึงระลึกไว้เสมอว่าเมื่อเรามีสุขภาวะที่ดีแล้ว ต้องไม่หลงมัวเมาติดอยู่กับร่างกายที่แข็งแรง ต้องพยายามใช้ร่างกายที่ไม่มีโรคเบียดเบียนนี้หมั่นสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นในแต่ละขณะชีวิตให้ได้ สมดังที่สมเด็จ พระพุทธโฆษาจารย์นำพุทธศาสนสุภาษิตมาเน้นในหนังสือ "อมฤตพจนา : พุทธศาสนสุภาษิต" ว่า
"เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่า จะน้อยหรือมาก ก็ให้ได้อะไรบ้าง"
(อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา)







