
พื้นเบื้องล่างกำลังถูกกัดเซาะ เขื่อนที่อันตรายที่สุดในโลก
ในช่วงรุ่งสาง รอยรั่วปรากฏขึ้นบริเวณด้านหน้าเขื่อนโมซูล
โดย 0000000
ในช่วงรุ่งสาง รอยรั่วปรากฏขึ้นบริเวณด้านหน้าเขื่อนโมซูล ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดยักษ์ที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิรัก ในตอนแรก น้ำที่รั่วออกมาเป็นเพียงสายน้ำเล็กๆ ไหลไปตามผนังเขื่อนซึ่งลาดเอียงลงแม่น้ำไทกริส แต่เมื่อถึงตอนเช้า ปริมาณน้ำกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง มวลน้ำก็ทะลักลงนองเต็มพื้น
คนงานใช้รถตักดินขนกรวดและทรายเพื่ออุดรอยรั่วอย่างรีบเร่ง แต่รูรั่วกลับขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบเที่ยง ซีกตะวันตกของเขื่อนซึ่งสูง 113 เมตร และยาวถึง 3 กิโลเมตร ก็พังทลายลงมาพร้อมกับปล่อยมวลน้ำทั้งหมดในทะเลสาบดาฮักออกมาด้วยคลื่นน้ำสูง 26 เมตร ซัดเข้าท่วมเมืองโมซูลโดยที่ไม่อาจต้านทานได้
มันอาจดูเหมือนฉากหนังแต่ก็มีฐานจากเรื่องจริง ผู้เชี่ยวชาญหลายคนลงความเห็นว่า ความเสี่ยงที่เขื่อนโมซูลจะพังครืนลงมานั้นใกล้จะเป็นจริงจนให้ฉายามันว่า "เขื่อนที่อันตรายที่สุดในโลก" ทุกวันนี้ เหล่าวิศวกรทำทุกวิถีทางเพื่อจะอุดรูรั่วให้แล้วเสร็จก่อนที่มหันตภัยจะเกิดขึ้น
น้ำกัดเซาะจากใต้ดิน
ตั้งแต่วันที่เขื่อนถูกสร้างขึ้นขวางแม่น้ำไทกริสในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ห่างจากเมืองโมซูลไปทางเหนือเป็นระยะทาง 40 กิโลเมตร วิศวกรสนใจแต่เรื่องที่ตั้ง การสร้างเขื่อนคร่อมแม่น้ำไทกริสบริเวณนี้จะทำให้เกิดแหล่งกักเก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความสำเร็จของการสร้างเขื่อนนี้
เขื่อนโมซูลทำหน้าที่กั้นน้ำซึ่งเกิดจากหิมะของเทือกเขาในประเทศตุรกีที่ละลายตัวลงอย่างช้าๆ ในฤดูใบไม้ผลิ วิธีการนี้ช่วยป้องกันการเกิดน้ำท่วมตามฤดูกาลและยังช่วยให้เกษตรกรมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในภาคการเกษตร นอกจากนั้น น้ำจากแหล่งน้ำขนาดใหญ่ทางตอนเหนือยังไหลผ่านเขื่อนแห่งนี้และหมุนกังหันน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าหล่อเลี้ยงประชากรส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของอิรักได้ในตัว นอกจากนี้ เขื่อนยังเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญที่สร้างอาชีพให้กับผู้คน 1,500 ชีวิตอีกด้วย เขื่อนแห่งนี้จึงสร้างประโยชน์มหาศาลให้ประชาชนชาวอิรักซึ่งมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบากอยู่แล้ว
แต่ตำแหน่งที่ตั้งเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดของอิรักนี้ยังเป็นเหตุของความหายนะด้วย เมื่อชั้นหินใต้ดินกักน้ำไว้ไม่ได้ ชั้นหินใต้เขื่อนประกอบไปด้วยชั้นของแร่ธาตุที่เรียงตัวสลับกันไป-มา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกแคลเซียม ยิปซัม และแอนไฮไดรด์์ แร่ธาตุสองชนิดหลังสามารถละลายน้ำได้อย่างช้าๆ เมื่อสัมผัสกับน้ำปริมาณมากที่ซึมผ่านตัวเขื่อนไปยังก้นทะเลสาบหน้าเขื่อนซึ่งเต็มไปด้วยรูพรุน แร่ธาตุที่หายไปก่อให้เกิดช่องว่างภายในชั้นหินซึ่งทำให้ความแข็งแรงของฐานเขื่อนลดลงเกินกว่าที่จะแบกรับน้ำหนักของมวลน้ำนับล้านตันได้ไหว เราไม่สามารถสังเกตเห็นกระบวนการนี้จากด้านบนและจะรู้ก็ต่อเมื่อเขื่อนยุบตัวลงไปยังแอ่ง ด้านล่าง ปรากฏการณ์เช่นนี้รู้จักกันในชื่อของหลุมยุบ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกะทันหันบนท้องถนนที่มีการจราจร แออัดหนาแน่นจนรถยนต์หลายคันถูกหลุมยุบนั้นกลืนกินลงไป
อัดกาวเข้าไปในชั้นหิน
กระบวนการนี้เป็นกระบวนการทางธรรมชาติของชั้นหินใต้ดินลักษณะนี้ แต่มันถูกเร่งให้เร็วขึ้นหลายเท่าตัว เนื่องจากแรงดันบริเวณก้นเขื่อนซึ่งเกิดจากระดับน้ำที่ลึกถึง 70 เมตร ขณะที่อีกด้านของเขื่อนมีระดับน้ำและแรงดันที่ต่ำกว่า ความแตกต่างนี้เองที่ทำให้น้ำไหลผ่านฐานเขื่อนซึ่งมีรูพรุนไปยังแม่น้ำที่อยู่อีกด้านซึ่งจุน้ำเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ คนงานจำนวน 320 คน จึงช่วยกัน อัดคอนกรีตลงไปใต้ดินอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เขื่อน เปิดใช้งานในปี 1986 เป็นต้นมา วัสดุที่เทลงไปในช่องว่างทำให้ชั้นหินมีความแข็งแรงมากพอที่จะรับน้ำหนักของน้ำในเขื่อนเอาไว้ถึงแม้ว่าการซ่อมบำรุงเขื่อนเป็นสิ่งจำเป็นในช่วงปีแรกหลังจากสร้างเสร็จ แต่สำหรับเขื่อนโมซูล แล้ว ฐานของเขื่อนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการซ่อมบำรุงได้เลย นั่นอาจเป็นเพราะว่าเขื่อนแห่งนี้ตั้งอยู่ในตำแหน่งทางธรณีวิทยาที่ไม่เหมาะสม ถึงแม้เขื่อนแห่งนี้จะได้รับการปรับปรุงเพื่อเพิ่มความปลอดภัยมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังเต็มไปด้วยอันตรายเมื่อเวลาผ่านไปอยู่ดี
ในปี 2004 ทหารช่างของประเทศสหรัฐอเมริกาเข้าไปตรวจสอบเขื่อนและให้ข้อสรุปว่า สถานที่แห่งนี้อันตรายมาก การศึกษาจากรัฐบาลอิรักเองก็ลงความเห็นว่าเขื่อนโมซูลไม่สามารถที่จะจุน้ำได้เต็มความจุสูงสุดอีกต่อไป ดังนั้น จึงมีการปรับปริมาณน้ำในเขื่อนให้ลดระดับลงมาจาก 11 เมตร ไปอยู่ที่ 22 เมตรจากสันเขื่อน
ข้อดีของการลดระดับน้ำในเขื่อนคือ การลดแรงดันน้ำที่กระทำต่อตัวเขื่อนและชั้นหินด้านใน เมื่อชั้นหินได้รับแรงดันน้อยลง แร่ธาตุที่ละลายน้ำได้ก็จะถูกชะออกไปช้าลงด้วย แต่ในขณะเดียวกันกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าและการรักษาระดับน้ำในแม่น้ำไทกริสให้คงที่และมีน้ำเพียงพอสำหรับฤดูแล้งก็ได้รับผลกระทบ ถึงแม้ว่าระดับน้ำที่ต่ำลงจะช่วยลดความเสี่ยงที่เขื่อนจะพังทลายลงมา แต่มันกลับลดอันตรายจากภัยธรรมชาติได้ไม่มากนัก ระดับน้ำที่ลดลงมา 11 เมตร จะช่วยลดความสูงของคลื่นที่จะซัดเข้าสู่เมืองโมซูลจากเดิม 26 เมตร เหลือเพียง 23 เมตร เท่านั้น
"ปฐมพยาบาล"
เป็นเวลาร่วม 30 ปีแล้วที่ทีมงานซึ่งรับผิดชอบในการซ่อมบำรุงชั้นหินใต้เขื่อนได้ระดมอัดคอนกรีต กว่า 9.5 หมื่นตัน ลงไปในชั้นหินจากอุโมงค์ที่ทอดตัวไปตามความยาวของฐานเขื่อน
เขื่อนแห่งนี้ต้องประสบปัญหาอย่างหนักในปี 2014 เมื่อกลุ่มก่อการร้ายไอซิสเข้ายึดพื้นที่เป็นเวลา 11 วัน วิศวกรและคนงานถูกไล่ให้ออกจากพื้นที่ในขณะที่อุปกรณ์ต่างๆ ถูกทำลายจนได้รับความเสียหาย การซ่อมบำรุงที่เคยทำอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เขื่อนสร้างเสร็จต้องหยุดลงชั่วขณะ ถึงแม้ว่าทหารฝ่ายอิรักจะบุกยึดพื้นที่คืนได้ในเวลาต่อมา แต่การซ่อมบำรุงก็ไม่ได้กลับคืนสู่สภาวะปกติในทันที
เมื่อทหารช่างฝ่ายสหรัฐเข้าตรวจสอบความเสียหายในปี 2015 ภายหลังจากการบุกยึดพื้นที่ พวกเขาได้ออกคำเตือนโดยระบุในเอกสารรายงาน ปี 2016 ว่า สถานการณ์ของเขื่อนกำลังเข้าขั้นวิกฤต และสามารถพังครืนลงมาได้ตลอดเวลา
รัฐบาลอิรักได้ว่าจ้างบริษัทด้านวิศวกรรมเข้ามาตรวจสอบความเสียหายในทันที พบว่าระดับน้ำในเขื่อนลดลงไปอยู่ที่ระดับ 26 เมตร จากสันเขื่อน ระดับน้ำ ดังกล่าวแสดงว่าระดับน้ำใช้งาน (Active storage) ซึ่งเพียงพอในการหมุนกังหันน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าลดลงไปมากกว่าครึ่ง
การแก้ปัญหาระยะยาวจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
ด้วยเหตุนี้ วิศวกรจึงเริ่มต้นหาทางแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือการปิดเขื่อนแห่งนี้แล้วสร้างเขื่อนแห่งใหม่ห่างออกไปทางตอนใต้เป็นระยะทาง 30 กิโลเมตรขึ้นมาแทนบนพื้นดินที่เหมาะสมและปลอดภัยกว่า ทว่า ก็จะได้แหล่งกักเก็บน้ำที่มีขนาดเล็กกว่าเดิมมาก
อีกหนึ่งทางออกคือ การปิดผนึกก้นทะเลสาบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอ่างเก็บน้ำที่ตั้งอยู่ติดกับตัวเขื่อนด้วยลูกบอลดินเหนียวเบนทอไนต์ ลูกบอลดังกล่าวจะดูดซึมเข้าไปอย่างช้าๆ และขยายตัวจนกลายเป็นเกราะกันน้ำ อย่างไรก็ดี วิศวกรกลับเลือกทางออกที่ 3 ซึ่งก็คือ การสร้างกำแพงกั้นน้ำใต้ดินตั้งแต่ฐานเขื่อนผ่านชั้นหินลึกลงไปถึง 100 เมตร ใต้พื้นดินกำแพงที่สร้างขึ้นนี้จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่นั่นก็เต็มไปด้วยความท้าทายทางด้านเทคโนโลยีอยู่มาก ถึงกระนั้นก็ตาม เหล่าวิศวกรก็ได้ออกแบบกำแพงดังกล่าวไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประชาชนชาวเมืองโมซูลจึงได้กลับมามีความหวังอีกครั้งหนึ่ง







