
ต้านทรัมป์ชู ‘อิสราเอล’ โลกหวั่นก่อการร้ายพุ่ง
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นผู้นำคนแรกของโลก ที่ประกาศให้ "เยรูซาเลม" เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศอิสราเอลในปี 1948 และเตรียมย้ายสถานทูตสหรัฐจากกรุงเทลอาวีฟไปเยรูซาเลม ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ แม้ผู้นำสหรัฐจะยืนยันว่า สหรัฐสนับสนุนการเจรจา 2 รัฐ หรือการแบ่งพื้นที่ข้อพิพาทระหว่าง 2 ชาติ เพื่อสร้างสันติภาพต่อไป
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นผู้นำคนแรกของโลก ที่ประกาศให้ "เยรูซาเลม" เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศอิสราเอลในปี 1948 และเตรียมย้ายสถานทูตสหรัฐจากกรุงเทลอาวีฟไปเยรูซาเลม ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ แม้ผู้นำสหรัฐจะยืนยันว่า สหรัฐสนับสนุนการเจรจา 2 รัฐ หรือการแบ่งพื้นที่ข้อพิพาทระหว่าง 2 ชาติ เพื่อสร้างสันติภาพต่อไป
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของทรัมป์สร้างกระแสไม่พอใจให้ชาติอาหรับ โดยสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลอาซิล อัล ซาอูด แห่งซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นเหมือนผู้นำของโลกมุสลิมสุหนี่ ตรัสว่า การกระทำดังกล่าวเป็นอันตรายอย่างยิ่ง และเสี่ยงจุดชนวนความ ไม่พอใจให้ชาวมุสลิมทั่วโลก
ความไม่พอใจขยายวงมายังเอเชีย โดยอินโดนีเซีย ระบุว่า สหรัฐฝ่าฝืน มติของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งประธานาธิบดี โจโก วิโดโด เรียกร้องให้ยูเอ็นและองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) จัดการประชุมประเด็นดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ด้านรอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า คณะมนตรีความ มั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เตรียมจัดประชุมฉุกเฉินในวันนี้
นอกจากนี้ การประกาศของ ทรัมป์ยังทำให้เกิดการประท้วงไปทั่วโลกและจุดชนวนความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ให้รุนแรงขึ้นอีก โดย อิสมาเอล ฮานิเยห์ หัวหน้ากลุ่มหัวรุนแรงฮามาสในปาเลสไตน์ ระบุว่า การรับรองสถานะเป็นการประกาศสงครามและเรียกร้องให้มุสลิมในประเทศลุกฮือ ต่อต้านอิสราเอล จนทำให้กองทัพอิสราเอลเพิ่มกองกำลังในเขตเวสต์แบงก์
ด้านสถานทูตสหรัฐภายในประเทศในตะวันออกกลางและยุโรป อาทิ จอร์แดน เยอรมนี ออกเตือนภัยสำหรับชาวอเมริกันให้ระมัดระวังความรุนแรงจากการประท้วงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นบริเวณสถานทูตสหรัฐหลายแห่ง ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยในเขตเวสต์ แบงก์ต่างปิดโรงเรียนและร้านค้าเพื่อประท้วงทรัมป์
นโยบายสหรัฐพลิกขั้ว
หนังสือพิมพ์อินดิเพนเดนต์ รายงานว่า นโยบายทรัมป์บั่นทอนอิทธิพล ของสหรัฐในโลกมุสลิม โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งในอนาคตจะทำให้ประเทศอื่นๆ มองว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐ มุ่งแยกตัวโดดเดี่ยวและเน้นที่ผลประโยชน์ทางการเมืองของสหรัฐมากกว่า นำไปสู่การจำกัดบทบาทของสหรัฐในเวทีโลก
อินดิเพนเดนต์ เสริมว่า ผลกระทบที่เห็นได้ชัด คือ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ-ซาอุดิอาระเบีย ที่เป็นพันธมิตรต่อต้านอิทธิพลของอิหร่าน
นคร 3 ศาสนา
เมืองเยรูซาเลมถือเป็นมีความสำคัญอย่างมากต่อชาวยิว ชาวคริสต์ และชาวมุสลิม เนื่องจากเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทั้ง 3 ศาสนามานับพันปี โดยมีศาสนสถานสำคัญของฝั่งอิสลามอย่างโดมทองแห่งเยรูซาเลม และมัสยิดอัลอักซอ ขณะที่ของฝั่่งยูดาย คือ มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ ที่ยังหลงเหลือในรูปของกำแพงร้องไห้
อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งยืดเยื้อปะทุขึ้นเมื่ออิสราเอลกล่าวอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ทั้งหมดของนครเยรูซาเลม แม้ดินแดนดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์มาก่อนหน้านี้ หลังอิสราเอลมีชัยใน "สงคราม 6 วัน" ซึ่งปะทุขึ้นในปี 1967 โดยอิสราเอลสามารถยึดพื้นที่ฝั่งตะวันออกของเยรูซาเลมได้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดการปะทะในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีสงคราม 34 วัน เมื่อปี 2006 ระะหว่างอิสราเอลและกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ในเลบานอน ที่คัดค้านการครอบครอง เยรูซาเลมของอิสราเอล







