
ฐานันดรที่สี่ในโลก 4.0 (2)
พสุ ศรีหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและวิชาการกระจายเสียงและโทรทัศน์ สำนักงาน กสทช.ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงทางรอดสำนักข่าวในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คือการหันไปใช้ Facebook เป็นช่องทางในการเข้าถึงผู้อ่านในวงกว้างขึ้น แต่การดำเนินการดังกล่าวกลับต้องแลกมากับการสูญเสียอำนาจในการคัดกรองข่าวให้กับเครือข่ายสังคมออนไลน์ Facebook แต่อย่างไรก็ตามแนวทางนี้ดูจะเป็นทางรอดของสำนักข่าวในโลก 4.0 อย่างไม่สามารถปฏิเสธได้
พสุ ศรีหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและวิชาการกระจายเสียงและโทรทัศน์ สำนักงาน กสทช.
ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงทางรอดสำนักข่าวในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คือการหันไปใช้ Facebook เป็นช่องทางในการเข้าถึงผู้อ่านในวงกว้างขึ้น แต่การดำเนินการดังกล่าวกลับต้องแลกมากับการสูญเสียอำนาจในการคัดกรองข่าวให้กับเครือข่ายสังคมออนไลน์ Facebook แต่อย่างไรก็ตามแนวทางนี้ดูจะเป็นทางรอดของสำนักข่าวในโลก 4.0 อย่างไม่สามารถปฏิเสธได้
สิ่งที่สำนักข่าวได้รับคือช่องทางในการเข้าถึงผู้อ่านในวงกว้าง แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือการเปลี่ยนจากการเป็นผู้เลือกกลายมาเป็นผู้ถูกเลือก ในโลกยุคเดิมประเด็นทางสังคมจะถูกกำหนดโดยสำนักข่าวต่างๆ ประเด็นใดที่ถูกสำนักข่าวนำเสนอได้น่าสนใจและต่อเนื่องเพียงพอก็มักจะจุดกระแสให้สังคมได้เสมอ อำนาจในการเลือกนี้เองที่ทำให้สำนักข่าวต่างๆ กลายมาเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางสังคม อย่างที่ เอ็ดมันด์ เบอร์ค (Edmund Burke) นักการเมืองชาวไอร์แลนด์กล่าวไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ว่าสื่อคือฐานันดรที่ 4 (The Fourth Estate)
ข้อมูลจาก www.digiday.com ในปี 2010 สำนักข่าว New York Times มีพนักงานในส่วนข่าว 1,100 คน สร้างข่าวได้ 350 ชิ้น/วัน และมีอัตราการเข้าถึงจำนวน 17.4 หน้า/วัน ในทางตรงข้ามสำนักข่าว Huffington Post ที่ใช้ Facebook เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข่าว มีพนักงาน 532 คน เผยแพร่ข่าวได้ 1,200 ชิ้น (รวมข่าวที่นำเสนอโดยเครือข่ายของตนเอง) และมี 400 บล็อกข่าวอิสระ มีอัตราการเข้าถึงจำนวน 43.4 หน้า/วัน
ข้อมูลจาก www.digiday.com ยังชี้ให้เห็นว่ามูลค่าโฆษณาของโลกที่โตขึ้นทุกๆ ปีนั้น ร้อยละ 90 ของส่วนที่โตขึ้นนั้นเป็นของ Google และ Facebook อีกร้อยละ 10 ที่เหลือคือส่วนที่ทุกๆ สื่อต้องแย่งชิงกันเองระหว่างธุรกิจสื่อไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ รวมถึงสำนักข่าวด้วย นั้นหมายความว่าสำหรับสำนักข่าวที่รูปแบบของธุรกิจต้องหล่อเลี้ยงด้วยมูลค่าโฆษณาคงจะไม่สามารถอยู่รอดได้นาน ทำให้สำนักข่าวต่างๆ ผันตัวไปเป็นเพียงผู้ผลิตเนื้อหาข่าวให้กับ Facebook โดยให้ Facebook เป็นผู้หาโฆษณาให้ และสำนักข่าวต่างๆ ก็คอยให้ Facebook จัดสรรเม็ดเงินโฆษณาที่แปรผันตามยอดการรับชม ซึ่งหากสำนักข่าวต่างๆ ต้องการให้มียอดรับชมเพิ่มขึ้นก็ต้องจ่ายเงินให้กับ Facebook เพื่อเพิ่มจำนวนครั้งในการปรากฏกับผู้ใช้ Facebook ให้มากขึ้น
Facebook กลายเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด นอกจากจะสร้างรายได้มหาศาลจากเนื้อหาที่ตนเองแทบจะไม่ได้สร้างขึ้นเองเลยแล้ว Facebook กำลังจะกลายเป็นฐานันดรที่ 4 ในโลก 4.0 เพราะอิทธิพลในการคัดเลือกประเด็นที่จะนำเสนอสู่สังคมกำลังย้ายออกจากกองบรรณาธิการของสำนักข่าวไปสู่ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent : AI) ของ Facebook
อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ Facebook และ Google ทำให้สำนักข่าวในหลายประเทศที่เคยต่อสู้มาอย่างยาวนานหันมาร่วมมือกันเพื่อรับมือกับยักษ์ใหญ่ทั้งสองรายนี้ อาทิ เมื่อเดือน ก.ค. 2017 สำนักข่าว Le Monde และ Le Figaro ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นคู่แข่งตลอดกาลได้ประกาศจับมือกันเพื่อสร้างระบบข้อมูลเพื่อการขายโฆษณา Skyline เพื่อทดแทนการอ้างอิงข้อมูลจาก Google และ Facebook
กระแสการรวมตัวเพื่อต่อต้าน Facebook และ Google ในปัจจุบันกำลังงอกเงย คงต้องรอดูว่าผลลัพธ์ของสงครามระหว่างฐานันดรที่ 4 ในโลกเก่ากับฐานันดรที่ 4 ในโลก 4.0 ใครจะเป็นผู้ชนะ n







