posttoday
คาดเฟด ‘ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25%’

คาดเฟด ‘ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25%’

05 ธันวาคม 2560

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จากระดับ 1.00-1.25% เป็น 1.25-1.50% หลังพัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดี ขณะที่การปรับลดขนาดงบดุลไม่ได้ส่งผลต่อตลาดการเงินของสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จากระดับ 1.00-1.25% เป็น 1.25-1.50% หลังพัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดี ขณะที่การปรับลดขนาดงบดุลไม่ได้ส่งผลต่อตลาดการเงินของสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การส่งสัญญาณถึงมุมมองของเศรษฐกิจและแนวโน้มระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสมในระยะข้างหน้า เฟดน่าจะอยู่บนเส้นทางของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องในปี 2561 จากปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวได้ดีกว่าระดับศักยภาพ รวมทั้งสัญญาณเชิงบวกของเงินเฟ้อที่คงทยอยกลับมาอีกครั้ง หลังปัจจัยกดดันชั่วคราวหมดลง

เฟดน่าจะมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินรอบสุดท้ายของปีนี้ หลังข้อมูลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ พัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาได้พิสูจน์ถึงความยั่งยืนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐผ่านพัฒนาการของตลาดแรงงานและเครื่องชี้เศรษฐกิจทั้งด้านการบริโภคและการผลิตที่ยังคงมีแนวโน้มสดใสต่อเนื่อง แม้ว่าเฟดจะได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาแล้ว 2 ครั้งในปีนี้ รวมทั้งได้เริ่มกระบวนการปรับลดงบดุลในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ด้วยภาพของการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ สะท้อนจากการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 3/2560 ที่ขยายตัว 3.3% SAAR สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี สนับสนุนให้เฟดสามารถดำเนินนโยบายการเงินให้เป็นปกติมากขึ้น โดยเฟดคงจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ตามที่เฟดได้ส่งสัญญาณไว้

มองไปข้างหน้า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐยังเป็นวัฏจักรขาขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้

เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในช่วงของการเติบโตในระดับที่สูงกว่าศักยภาพในระยะยาว เป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการสะสมของภาวะฟองสบู่อันเป็นปัจจัยที่กระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ รวมทั้งลดความเสี่ยงที่เฟดอาจจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรีบเร่งอันจะเป็นประเด็นที่ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ ขณะที่มองไปข้างหน้า หากร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐผ่านการเห็นชอบจากสภาคองเกรสและมีผลบังคับใช้ จะเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมให้กับเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งมีส่วนในการสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อให้ปรับเพิ่มขึ้น อันเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เฟดทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องในปีหน้า

ทิศทางของเงินเฟ้อทยอยปรับตัวขึ้นในปีหน้า แม้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อโดยรวมของสหรัฐจะยังคงต่ำกว่าที่เฟดประมาณการไว้เล็กน้อย โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ต.ค.ขยายตัว 2.0% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ยังคงอยู่ประมาณ 1.3-1.4% อันเป็นระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของเฟดที่ 2.0% จากแรงกดดันของราคาค่าบริการโทรคมนาคมและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ลดลง ซึ่งมองว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว เนื่องจากข้อมูลเงินเฟ้อของภาคบริการเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก โดยในเดือน ต.ค. 2560 ขยายตัว 2.7% เปรียบเทียบปีนี้กับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ตลาดแรงงานสหรัฐที่ระดับอัตราการว่างงานมีโอกาสที่จะต่ำกว่า 4.0% น่าจะเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงโอกาสที่การปรับขึ้นของเงินเฟ้อสหรัฐ คงอยู่ในระดับที่สูงขึ้นในปีหน้า อันเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เฟดสามารถที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในระยะข้างหน้าได้

ประเด็นการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการนโยบายการเงินอาจจะมีผลต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในระดับที่จำกัด เนื่องจากคณะกรรมการเฟดคงพิจารณาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากข้อมูลพัฒนาการของเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลัก ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐ (FOMC) ในส่วนของตัวแทนผู้ว่าการจากเฟดสาขาจะมีการสับเปลี่ยนจำนวน 4 ที่นั่ง ในขณะที่ฝั่งของกรรมการบริหารของเฟดได้มีการเสนอชื่อ มาร์วิน กูดเฟรนด์ เป็นสมาชิกคนล่าสุด ทำให้ภาพรวมของคณะกรรมการนโยบายการเงินเฟดมีท่าทีสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากขึ้นกว่าคณะกรรมการชุดก่อน

อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามการสรรหาคณะกรรมการบริหารของเฟดอีก 3 ที่นั่งที่ว่าง เนื่องจาก เจเน็ต เยลเลน ประกาศจะไม่กลับมาเป็นคณะกรรมการบริหารของเฟด หลังพ้นจากตำแหน่งประธานเฟดในเดือน ก.พ. 2561 รวมทั้งตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณของประธานเฟดนิวยอร์ก ในช่วงกลางปี 2561

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในครั้งนี้ ไม่น่าจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงต่อท่าทีในการดำเนินนโยบายการเงินของไทย ตลอดจนสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินไทยมากนัก เนื่องจากตลาดการเงินได้รับรู้ข้อมูลที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้ไปมากแล้ว แนวโน้มข้างหน้าเฟดยังคงอยู่ในเส้นทางของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปต่อเนื่อง อันคงจะทยอยสร้างแรงกดดันต่อระดับสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกในระยะต่อไป และอาจส่งผลให้ต้นทุนการเงินมีโอกาสปรับตัวขึ้นบางส่วน ในขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินของไทยคงจะมีการปรับเปลี่ยนในจังหวะที่ล่าช้ากว่าธนาคารกลางสหรัฐ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยคงรอภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่มีความชัดเจนมากกว่านี้ ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย n

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก