
ปีหน้าเสี่ยง2ปัจจัย
กระทรวงการคลังประสานเสียงธนาคารพาณิชย์ คาดจีดีพีปีหน้าขยายตัวเกิน 4% หวั่นไม่เลือกตั้งตามสัญญาฉุดเศรษฐกิจวูบ
กระทรวงการคลังประสานเสียงธนาคารพาณิชย์ คาดจีดีพีปีหน้าขยายตัวเกิน 4% หวั่นไม่เลือกตั้งตามสัญญาฉุดเศรษฐกิจวูบ
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวได้เกิน 4% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง และพื้นฐานของไทยเข้มแข็งจากมาตรการดูแลเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลดำเนินการมา
นอกจากนี้ ในปลายปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลให้ความเชื่อมั่น นักลงทุนดีขึ้นตามไปด้วย การบริโภคและการลงทุนเอกชนจะขยายตัวได้ตามการลงทุนภาครัฐที่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมากในปีหน้า ซึ่งจะขยายตัวได้มากกว่า 4% เช่นกัน
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในปีหน้ายังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนของโลก และราคาน้ำมันอาจจะปรับตัวสูงขึ้น กรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ระบุว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปี 2561 โดยส่วนตัวคิดว่าเฟดไม่กล้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ถึง 4 ครั้ง เพราะมองว่าอาจทำให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป ทำให้เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยได้ไม่ถึงเท่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ
ด้าน นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ปีหน้าคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ 4% จากปีนี้ที่คาดว่าจะโต 3.9% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มประมาณการจากเดิมเคยคาดไว้ว่าปีนี้จะโต 3.5% โดยเห็นว่าการเมืองมีผลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก หากเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากแผนที่จะมีเลือกตั้งเดือน พ.ย. 2561 อาจทำให้นักลงทุนชะลอลงทุน คนชะลอการบริโภค และเศรษฐกิจปีหน้าก็จะโตแค่ 3.5-3.8%
"หากมีการเลือกตั้งตามกำหนด โดย คสช.ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองให้สานต่อการบริหารเพื่อรักษาความ ต่อเนื่องของนโยบาย เศรษฐกิจปีหน้าจะโตได้ 3.7-4% ถ้าเลือกตั้งแล้ว คสช.เปลี่ยนรูปแบบมาใช้อำนาจหน้าที่วุฒิสภากำกับดูแลการดำเนินงานของรัฐบาล เศรษฐกิจปีหน้าจะโตได้ 3.9-4.5%" นายอมรเทพ กล่าว
ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจปีหน้าจะเติบโตกว่าปีนี้ไม่มาก แต่คนไทยจะรู้สึกได้มากขึ้นว่าเศรษฐกิจดีขึ้น เพราะการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคภาคเอกชนกำลังจะกลับมา
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งออกในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัว 5% ในรูปดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงมีประเด็นที่จะมีความเสี่ยงต่อการส่งออก ทั้งมาตรการปฏิรูปภาษีของสหรัฐ และการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะมีผลต่อค่าเงินบาท รวมถึงผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่มีความผันผวนความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน







