
ซาอุดิอาระเบีย การปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ และความขัดแย้งกับกาตาร์
ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]หลายเดือนที่ผ่านมา ท่านอาจเห็นข่าวใหญ่เกี่ยวกับประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเรื่องความขัดแย้งกับประเทศกาตาร์ การจะอนุญาตให้ผู้หญิงขับรถ หรือการจับนักธุรกิจและเจ้าชายคนสำคัญในข้อหาคอร์รัปชั่น วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยเฉพาะประเด็นทางด้านเศรษฐกิจกันครับ
ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]
หลายเดือนที่ผ่านมา ท่านอาจเห็นข่าวใหญ่เกี่ยวกับประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเรื่องความขัดแย้งกับประเทศกาตาร์ การจะอนุญาตให้ผู้หญิงขับรถ หรือการจับนักธุรกิจและเจ้าชายคนสำคัญในข้อหาคอร์รัปชั่น วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยเฉพาะประเด็นทางด้านเศรษฐกิจกันครับ
ประเทศซาอุดิอาระเบียเป็นที่รู้จักในฐานะมหาอำนาจทางด้านพลังงาน โดยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่สุดของโลก มีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองเป็นอันดับที่ 5 ของโลก ซาอุดิอาระเบียมีอัตราการเติบโต ทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาร้อยละ 1.7 GDP ต่อหัว 20,028.65 ดอลลาร์สหรัฐ มีประเทศคู่ค้าที่สำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
นอกจากนี้ ซาอุดิอาระเบียยังเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางศาสนาอิสลาม นั่นคือมัสยิดอัลฮะรอมที่นครมักกะฮ์และมัสยิดอัลนะบะวีย์ที่นคร มาดีนะฮ์ สำหรับประเทศไทย ซาอุดิอาระเบียเป็นแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่สำคัญ ส่วนสินค้าส่งออกของไทยไปยังประเทศนี้ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ในอดีตซาอุดิอาระเบียเคยเป็นจุดหมายปลายทางของแรงงานไทยเป็นจำนวน หลักแสนคน
ถึงแม้น้ำมันจะยังคงทำรายได้ ให้กับประเทศซาอุดิอาระเบียเป็น กอบเป็นกำ แต่ด้วยแนวโน้มราคา ที่ลดลง รายได้จากการท่องเที่ยวอาจแซงขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แทนที่ในอนาคต ในปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวเป็นภาคที่สำคัญในลำดับที่ 2 ของประเทศ ถึงแม้จะมีสัดส่วนเพียง 2.7% ของ GDP ซาอุดิอาระเบีย มีแผนจะยกระดับและส่งเสริมการ ท่องเที่ยวของประเทศเพื่อเพิ่มรายได้จากแหล่งนี้ เป็นการสร้างงานและโอกาสในการลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและห่างไกลความเจริญ
ตลาดการท่องเที่ยวของซาอุดิอาระเบียในปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 21.3 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ยังไม่รวมรายได้จากผู้แสวงบุญเกือบ 3 ล้านคนในแต่ละปี ซาอุดิอาระเบียได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรมและที่พัก เส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ และภาคการบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ด้วยโครงสร้างประชากร ที่มีสัดส่วนคนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก และอัตราการว่างงานเกือบ 13% การท่องเที่ยวจึงเป็นหนทางหนึ่งสำหรับรองรับประชากรกลุ่มนี้
การอนุญาตให้ผู้หญิงขับรถถือเป็นสัญญาณหนึ่งของเป้าหมายที่จะเพิ่มบทบาทของผู้หญิงในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซาอุดิอาระเบียต้องการที่จะเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิงจาก 22% เป็น 30% ภายในปี 2573 ในปัจจุบันอัตราการว่างงานของผู้หญิงอยู่ที่ 33% ซึ่งสูงกว่าอัตราการว่างงานโดยเฉลี่ยของประเทศเป็นอย่างมาก
สำหรับการปราบปรามคอร์รัปชั่น มีคนถูกควบคุมตัวกว่า 200 คน ในจำนวนนี้เป็นระดับผู้นำทั้งเจ้าชาย นักธุรกิจใหญ่ และข้าราชการระดับสูง รัฐบาลซาอุดิอาระเบียแถลงการณ์ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เป็นความพยายามในการปราบปรามคอร์รัปชั่น ที่อาจมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 100 พันล้านดอลลาร์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่าการจับกุมที่เกิดขึ้นมีแรงจูงใจจากเหตุผลทางการเมืองมากกว่า ถึงแม้ความพยายามนี้จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ Key-man risk หรือความเสี่ยงจากการที่ขาดผู้นำ และการตอบโต้อาจเป็นสิ่งที่ต้อง เผชิญในระยะสั้น
นอกจากนี้ การลด ระงับ หรือถอนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นสิ่งซึ่งหลายฝ่ายยังคงวิตกกังวล มหาเศรษฐีบางคนอาจชะลอการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยหรือเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ออกนอกประเทศ ซึ่งยิ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับภาวะซบเซาอยู่
ในส่วนของการที่ประเทศในกลุ่มอาหรับอย่างซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และอียิปต์ ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกาตาร์ โดยกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย รวมทั้งเอนเอียงเข้าหาประเทศอิหร่าน ซึ่งพยายามเข้ามา มีบทบาทในภูมิภาค
หากมองในแง่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอาจไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะกาตาร์กับอิหร่านเป็นเจ้าของพื้นที่ก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกร่วมกัน นั่นคือ South Pars/North Dome Field แน่นอนพี่ใหญ่ของภูมิภาคอย่างซาอุดิอาระเบียคงไม่ค่อยพอใจกับ แนวโน้มความสัมพันธ์เช่นนี้ การตัดความสัมพันธ์ยังรวมถึงการปิดพรมแดนกับกาตาร์ไม่ว่าจะทางบก อากาศ หรือทางน้ำ
ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สำคัญมีอยู่ 3 ประเด็น คือ
1.ผลกระทบกับ Qatar Airways ซึ่งเป็นสายการบินใหญ่อันดับ 2 ของภูมิภาค ด้วยจุดหมายปลายทางทั่วโลกกว่า 150 เมือง ผลกระทบที่สายการบินจะได้รับคือ การหาเส้นทางการบินอื่น ส่งผลให้ระยะเวลาในการบิน รวมทั้งต้นทุนเพิ่ม รายได้ลดลง
2.ผลกระทบจากเงินเฟ้อ เนื่องจากการปิดพรมแดนทำให้ต้นทุนในการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น อีกทั้ง กาตาร์ยังนำเข้าสินค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะอาหารซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าผ่านซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
3.ผลกระทบจากรายได้การ ส่งออกก๊าซธรรมชาติที่ลดลง เนื่องจากประเทศอาหรับเหล่านี้เป็นลูกค้าคนสำคัญของกาตาร์
ด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กำลังก่อตัว ไม่ว่าจะเรื่องความขัดแย้งทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ หรือการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมในซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่สุด ของโลก จึงเป็นที่น่าติดตามว่าในปีหน้าสถานการณ์จะดำเนินไปในทิศทางใดโดยเฉพาะผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจไม่ว่าจะจากราคาน้ำมัน หรือราคาทองคำครับ







