
เพิ่มจุดสว่างนำทางสู่สังคม ที่ปราศจากคอร์รัปชั่น
พิษณุ พรหมจรรยา ที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) เมื่อสองสัปดาห์ก่อน แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) ได้จัดสัมมนาประจำปีในหัวข้อ "Bright Spot : จุดประกายเพื่อนำทางไปสู่สังคมที่ปราศจากคอร์รัปชัน" ขึ้นที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมงานมากถึงกว่า 300 คน และถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ในการผนึกกำลังภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมเพื่อระดมความเห็นและจุดประกายความคิดในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นของประเทศ
พิษณุ พรหมจรรยา ที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)
เมื่อสองสัปดาห์ก่อน แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) ได้จัดสัมมนาประจำปีในหัวข้อ "Bright Spot : จุดประกายเพื่อนำทางไปสู่สังคมที่ปราศจากคอร์รัปชัน" ขึ้นที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมงานมากถึงกว่า 300 คน และถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ในการผนึกกำลังภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมเพื่อระดมความเห็นและจุดประกายความคิดในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นของประเทศ
การจัดงานในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอให้มีความกระชับและน่าสนใจ โดยกำหนดให้วิทยากรแต่ละท่านนำเสนอเรื่องราวในรูปแบบของ Ted Talk ซึ่งสั้น กระชับ ตรงประเด็นและเป็นการพูดจากใจ ทำให้ผู้เข้าร่วมงาน ทุกคนสามารถเก็บเกี่ยวสาระความรู้ไปได้อย่างเต็มที่
ในช่วงเช้า Prof. Nikos Passas หนึ่งในกูรูระดับโลกในด้านของการ ต่อต้านคอร์รัปชั่นได้ให้เกียรติมากล่าวปาฐกถาพิเศษในเรื่องความท้าทายของงานต่อต้านคอร์รัปชั่น และแนวโน้มในอนาคต โดยเขาได้พูดถึงความยากของการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น ที่ต้องขับเคลื่อนสังคมออกจากวัฒนธรรมของการทุจริต (Culture of Corruption) ไปสู่วัฒนธรรมของความถูกต้องโปร่งใส (Culture of Integrity) เขาบอกว่า ประเทศต่างๆ ในโลกมีการกำหนดกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นมามากมาย ซึ่งทำให้เกิดภาระกับองค์กรต่างๆ ในการที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและเกณฑ์เหล่านี้ ซึ่งแม้ว่าบางส่วนจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชั่นได้บ้าง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงนั้นยังถือว่า "น่าผิดหวัง" เพราะว่าในทางปฏิบัติ หลายๆ ประเทศมีการนำกฎหมายหรือเกณฑ์เหล่านี้มาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูทางการเมือง หรือมุ่งไปที่การปราบคอร์รัปชั่นระดับยิบๆ ย่อยๆ แทนที่จะเน้นจัดการคอร์รัปชั่นกรณีใหญ่ๆ ในระดับนโยบาย
นอกจากนี้ เขายังพบว่าหน่วยงานต่างๆ ในหลายๆ ประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศใหญ่ๆ ที่พัฒนาแล้วมุ่งแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นด้วยการเน้นไปที่ผลงาน (Output) มากกว่าผลสำเร็จ (Outcome) ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น คือการแก้ปัญหาแบบแยกส่วนที่มี Output เกิดขึ้นมากมาย แต่ยังไม่สามารถก่อให้เกิด Outcome ที่ต้องการ คือการขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากสังคมได้
Prof. Passas เน้นว่าประเด็นสำคัญคือหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นจำเป็นต้องเข้าใจบริบทที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การกำหนดนโยบาย หรือมาตรการในการต่อต้านการคอร์รัปชั่นสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในสังคม สำหรับการรวมตัวของภาคเอกชนเพื่อต่อสู้กับคอร์รัปชั่นในรูปแบบ Collective action นั้น เขาบอกว่าสิ่งสำคัญคือต้องสร้างให้เกิดคุณค่าร่วม (Shared value) หมายความว่าการรวมตัวนั้นจะต้อง ก่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ (Economic value) ไปควบคู่กับคุณค่าทางสังคม (Value of society) ซึ่งช่วยตอบสนองต่อทั้งความต้องการและความท้าทายที่เกิดขึ้นทั้งในด้านของเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมๆ กัน ในขณะเดียวกันการจะขับเคลื่อน Collective action ให้เกิดผลอย่างมีพลังได้ก็จะต้อง มีการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน และมีการสร้างระบบที่สามารถวัดผลได้ รวมถึง มีการจัดกิจกรรม และมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องด้วย
วิทยากรคนถัดมาคือ Frank Brown ซึ่งเป็น Anti-Corruption Team Leader จาก Center of International Private Enterprise (CIPE) ของสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของโครงการ CAC มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 2553 เขาได้พูดถึงความประทับใจในพลังและศักยภาพของ CAC ว่าเป็นตัวอย่างสำคัญของบทบาทภาคเอกชนในการต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่น ที่สามารถเป็นตัวอย่างให้กับอีกหลายประเทศ โดยเขาบอกว่าคุณลักษณะสำคัญที่ทำให้โครงการ CAC โดดเด่นและแตกต่างจากโครงการลักษณะเดียวกันในประเทศอื่น ก็คือความยืดหยุ่นและความกล้า ในการทดลองแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งมีการปรับให้สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ในประเทศไทย โดยเขามองว่ามีสาเหตุสำคัญ 4 ประการที่ทำให้ CAC โดดเด่นในเวทีโลก ได้แก่
(1) CAC ใช้แนวคิดแบบรอบด้าน (Comprehensive approach) ในการที่จะลดแรงจูงใจและโอกาสที่จะเอื้อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น
(2) CAC เป็น Platform สำคัญที่สนับสนุนให้เกิดการรวมตัวโดยสมัครใจของภาคเอกชนและขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชั่นในภาคธุรกิจ
(3) CAC มีส่วนช่วยในการปรับปรุงธรรมาภิบาลภาครัฐ (Public governance) และ
(4) CAC เป็นแหล่งฟูมฟักไอเดียใหม่ๆ ในด้านการต่อต้านคอร์รัปชั่นในภาคเอกชน
Brown บอกว่ามีหลายๆ ประเทศที่กำลังศึกษาแนวทางการดำเนินการของโครงการ CAC เพื่อไปปรับใช้ในประเทศของตัวเอง อย่างเช่นในอินโดนีเซียก็มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง
เขาบอกว่าประเด็นสำคัญที่จะช่วยรักษาโมเมนตัมของการต่อต้านคอร์รัปชั่น คือ ต้องมีการพัฒนาไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา โดยต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ทั้งนี้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นภาคเอกชนจำเป็นต้องรักษาความเป็นอิสระเอาไว้ให้ได้ นอกจากนี้ก็ต้องมีการนำปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เข้ามาร่วมพิจารณาด้วย และที่สำคัญคือต้องหาบุคลากรที่มีความสามารถและมีอุดมคติมาร่วมขับเคลื่อนโครงการ
ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจจากวิทยากรคนไทยอีกหลายท่านที่มาร่วมแบ่งปันในงานสัมมนาวันนั้น แต่พื้นที่บทความในวันนี้หมดเสียแล้ว เดี๋ยวเรามาว่ากันต่อสัปดาห์หน้านะครับ







