
‘บาเนีย’ ลุยตลาด Prop Tech
เรื่อง | วราภรณ์ เทียนเงิน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่มากกว่า 8 แสนล้านบาท ทำให้สตาร์ทอัพไทย "บาเนีย" (Baania) ที่ได้นำความเชี่ยวชาญทั้งด้านข้อมูลอสังหาริมทรัพย์เชิงลึก เทคโนโลยี มาร่วมนำเสนอข้อมูลที่แตกต่างและโดดเด่น เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค และองค์กร สถาบันการเงิน ซึ่งผู้ก่อตั้งมองว่าเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมต่างๆ ทุกคนถูกกระทบ แต่เราจะต้องหาข้อดีของการเปลี่ยนแปลงให้เจอและสร้างโอกาสที่ดีในธุรกิจให้ได้
เรื่อง | วราภรณ์ เทียนเงิน
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่มากกว่า 8 แสนล้านบาท ทำให้สตาร์ทอัพไทย "บาเนีย" (Baania) ที่ได้นำความเชี่ยวชาญทั้งด้านข้อมูลอสังหาริมทรัพย์เชิงลึก เทคโนโลยี มาร่วมนำเสนอข้อมูลที่แตกต่างและโดดเด่น เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค และองค์กร สถาบันการเงิน ซึ่งผู้ก่อตั้งมองว่าเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมต่างๆ ทุกคนถูกกระทบ แต่เราจะต้องหาข้อดีของการเปลี่ยนแปลงให้เจอและสร้างโอกาสที่ดีในธุรกิจให้ได้
"อัญชนา วัลลิภากร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท บาเนีย เปิดเผยว่า Baania (บาเนีย) https://baania.com สตาร์ทอัพ อสังหาริมทรัพย์ (Property Tech หรือ Prop Tech) และฟินเทค ได้ก่อตั้งมาประมาณ 2 ปี ซึ่งสามารถระดมทุนได้เข้าสู่สตาร์ทอัพระดับซีรี่ส์เอแล้ว ด้วยเม็ดเงินประมาณ 116 ล้านบาท และมีพนักงานในองค์กรร่วม 100 คน โดยพนักงานจะมีทั้งด้านการพัฒนา ดาต้า และพนักงานด้านการทำวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน องค์กรมีผลการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่อง
"บาเนีย" ที่เป็นทั้งสตาร์ทอัพ อสังหาริมทรัพย์ และฟินเทค ที่แตกต่าง และไม่เหมือนใครโดยข้อมูลของเว็บไซด์ จะนำเสนอข้อมูลโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งบ้าน คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮาส์ ที่ดิน ในพื้นที่หลัก ทั้ง กทม. ปริมณฑล เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน นครราชสีมา และขอนแก่น ซึ่งจะทำข้อมูลตั้งแต่ราคา การเปรียบเทียบพื้นที่ดังกล่าวในอดีต จนถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และแนวโน้มในอนาคต รวมถึงนำเสนอข้อมูลเชิงลึก การเลือกย่านทำเลที่เหมาะกับการคนที่จะซื้อ ไปจนถึงนำเสนอข้อมูลของคนที่มีชื่อเสียง และสถาปนิกว่ามีความเห็นอย่างไร
ทำให้การนำเสนอข้อมูลแก่ผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อบ้านได้ชัดเจนที่สุด ดังนั้น เมื่อผู้บริโภคได้รับข้อมูลครบถ้วน จึงตัดสินใจ เลือกซื้อที่อยู่อาศัยได้เหมาะสม พร้อมกันนี้ยังมี ฟีเจอร์ส (Features) ต่างๆ ให้ลูกค้าพิจารณาตัดสินใจในการเลือกซื้อ ที่อยู่อาศัย หรือข้อมูลการซื้อเพื่อลงทุนในอนาคต โดยการนำเสนอข้อมูลดังกล่าว มาจากการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาธุรกิจ ตรงกับกลุ่มคนที่ตัดสินใจจะเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งบ้าน หรือคอนโดมิเนียม ส่วนใหญ่ จะมีอายุ 25-45 ปี
ขณะเดียวกัน บาเนีย กำลังพัฒนา การเปรียบเทียบเรื่อง อัตราสินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงิน เพื่อทำให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลครบถ้วน และในปี 2561 เตรียมจะเพิ่มฟีเจอร์สใหม่ๆ และจะขยายพื้นที่ของอสังหาริมทรัพย์ให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย ซึ่งข้อมูลในเว็บไซต์ได้เปิดให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการฟรี
นอกจากข้อมูลที่ครบถ้วนเพื่อผู้บริโภคแล้ว บริษัทได้จัดทำข้อมูลด้านอสังหา ริมทรัพย์เชิงลึก การจัดทำวิเคราะห์ข้อมูลแนวโน้มเทรนด์ รวมถึงทิศทางตลาด และความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการในตลาดอสังหา ริมทรัพย์ สถาบันการเงิน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการ ซึ่งสามารถนำข้อมูลมาใช้พิจารณาประกอบการทำแผนลงทุน หรือแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ในอนาคต
อีกทั้งในปี 2561 จะมีการขยายทำเว็บไซต์ข้อมูลให้รองรับกลุ่มลูกค้าในต่างประเทศ โดยจะทำเป็น 10 ภาษาหลักในโลก รองรับความต้องการของลูกค้าต่างชาติที่จะเข้ามาเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีการขยายตัวและทิศทางขยับขึ้นในทุกปี รวมถึงเมื่อเปรียบเทียบกับราคาอสังหาริมทรัพย์ในทั่วโลก จะพบว่า ตลาดในไทยสามารถที่จะเข้าไปลงทุนได้ต่อเนื่องและมีศักยภาพขยายตัว มีทิศทางที่แข็งแกร่ง
จากข้อมูล ภาพรวมธุรกิจอสังหา ริมทรัพย์ในไทย มีมูลค่ามากกว่า 8 แสนล้านบาท จากยอดการโอนกรรมสิทธิ์ในแต่ละปี โดยในตัวเลขดังกล่าว จะเป็นการให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่งคนที่ต้องการซื้อบ้านจะกู้เงินกับสถาบันการเงินประมาณ 70% ดังนั้น ตลาดนี้จึงมีศักยภาพ รวมถึงข้อมูลพฤติกรรมคนในการเลือกซื้อบ้านเปลี่ยนไป จะตัดสินใจหาข้อมูลจากช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางหลัก
"อัญชนา" กล่าวต่อว่า การสร้างสตาร์ทอัพอสังหาริมทรัพย์มาจากการที่ตนเองได้อยู่ในวงการ อสังหาริมทรัพย์มาร่วม 20 ปีแล้ว และทำด้านการสื่อสารในอสังหาริมทรัพย์ ต่อมาเมื่อตลาดเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีที่มีความสำคัญ ทำให้ตัดสินใจศึกษาข้อมูลสตาร์ทอัพทั่วโลก ได้เห็นรูปแบบสตาร์ทอัพของสหรัฐ จึงได้ก้าวมาทำอย่างเต็มตัว พร้อมกับมีผู้ร่วมก่อตั้งหนึ่งคน ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน บริษัทมีทีมในการพัฒนาเทคโนโลยีภายใน ส่งผลให้สามารถสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า และนำเสนอข้อมูลในเชิงลึก รวมทุนการมีทีมที่ปรึกษาที่แข็งแกร่ง และมีนักลงทุนเป็นกองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก (500 TukTuks) ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายแรก
ล่าสุด บาเนีย ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ กรุงศรี ไรส์ โครงการส่งเสริมและพัฒนาการสร้างนวัตกรรมทางการเงิน ของบริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต ในเครือกรุงศรี และได้รับรางวัล ฟินเทค อินโนเวชั่น ซึ่งจะได้เดินทางไปศึกษางานที่สหรัฐอเมริกา โดยโครงการนี้ช่วยผลักดันและพัฒนาองค์กร รวมถึงการต่อยอดธุรกิจได้อย่างดี
นอกจากนี้ บาเนีย ได้เข้าร่วมโครงการของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ในชื่อโครงการ ไรซ์ซิ่ง สตาร์ ที่ช่วยสนับสนุนบริษัทในการเติบโต
ส่วนในอนาคตหรือประมาณต้นปี 2561 บริษัทเตรียมจะระดมทุนรอบใหม่ ที่จะก้าวสู่สตาร์ทอัพ ระดับซีรี่ส์เอ พลัสต่อไป โดยปัจจุบันมีนักลงทุนทั้งเป็นบริษัทขนาดใหญ่และกองทุนจากต่างประเทศที่สนใจเข้ามาลงทุน ซึ่งกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการจะเป็นกลุ่มที่สามารถเข้ามาช่วยต่อยอดธุรกิจให้เติบโตได้ต่อไป
"อัญชนา" ตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2563 จะขยายธุรกิจออกไปสู่ตลาดในต่างประเทศ ซึ่งรูปแบบธุรกิจของบริษัท (แพลตฟอร์ม) สามารถนำไปใช้ในตลาดภูมิภาคอาเซียนได้ พร้อมกับจะขยายทั้งฟีเจอร์ส ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งนำเสนอข้อมูลที่ทุกคนต้องการ โดยในระยะยาวตั้งเป้าหมายจะก้าวสู่การเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นให้ได้ n







