
ต้องรับฟังประชาชน
กรณีการทุบม็อบกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่จะมายื่นหนังสือคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน กว่า 500 คน จนได้รับบาดเจ็บ พร้อมจับกุมแกนนำไป 16 คน ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่อย่างเป็นทางการที่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย.นั้น ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ชาญฉลาดของรัฐบาล เพราะนอกจากไม่แก้ปัญหาแล้วยังสร้างความด่างพร้อยให้รัฐบาล คสช.อีก
กรณีการทุบม็อบกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่จะมายื่นหนังสือคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน กว่า 500 คน จนได้รับบาดเจ็บ พร้อมจับกุมแกนนำไป 16 คน ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่อย่างเป็นทางการที่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย.นั้น ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ชาญฉลาดของรัฐบาล เพราะนอกจากไม่แก้ปัญหาแล้วยังสร้างความด่างพร้อยให้รัฐบาล คสช.อีก
ทั้งนี้ การใช้กำลังหรือวิธีการที่รุนแรงไม่มีทางแก้ปัญหาได้สำเร็จ และตัวอย่างในอดีตที่ผ่านมา น่าจะเป็นอุทาหรณ์ได้เป็นอย่างดี คือการสลายกลุ่มผู้คัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา เมื่อปี 2545 ซึ่งได้เกิดความเสียหายอย่างมาก จนต้องยกเลิกโครงการดังกล่าวไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการปะทะขึ้นแล้ว รัฐบาลต้องพยายามดำเนินการด้วยความละมุนละไม พร้อมรับฟังปัญหาข้อเสนอของผู้ชุมนุม ไม่ใช่สั่งไล่ล่าเอาผิดกับผู้ชุมนุมให้ถึงที่สุด เพราะเป้าหมายของการไปประชุม ครม.สัญจร ก็เพื่อลงพื้นที่พบปะประชาชนเพื่อรับฟังปัญหา และติดตามผลการดำเนินงานของรัฐบาล
ฉะนั้น เมื่อผู้ชุมนุมต้องการมาเสนอแนะปัญหาความเดือดร้อน รัฐบาลต้องพร้อมที่จะรับฟังปัญหา ไม่ใช่กีดกันจนทำให้เกิดการปะทะกันขึ้น แล้วสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินคดีกับชาวบ้าน ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดการเผชิญหน้าและท้ายที่สุดก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้กลายเป็นความขัดแย้งไม่จบสิ้น
แม้รัฐบาลต้องการภาพลักษณ์ที่จะไม่ให้มีการชุมนุมเกิดขึ้นเพื่อต้องการให้ประเทศมีความสงบไม่เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง แต่ทว่าเรื่องนี้ถือเป็นความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่เป็นเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อล้มรัฐบาล
ดังนั้น รัฐบาลต้องแยกแยะให้ดี ไม่ใช่เหมารวมห้ามเคลื่อนไหว ทุกอย่าง จนทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่ได้รับความสนใจในการแก้ปัญหาความเดือดร้อน และหากความอดทนอดกลั้นของประชาชนสิ้นสุดลงรัฐบาลก็เสี่ยงที่จะถูกขับไล่ได้
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องระมัดระวังท่าที คำพูดให้มากขึ้น เพราะการไปประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา ครั้งนี้ นอกจากเรื่องการทุบม็อบต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาแล้ว ยังมีเรื่องกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงท่าทีไม่พอใจตัวแทนชาวประมง จ.ปัตตานี ที่มาร้องเรียนให้แก้ไขกฎระเบียบเกี่ยวกับการทำประมง พร้อมใช้คำพูดในเชิงทำนองข่มขู่ว่า "หยุด อย่ามาส่งเสียงกับผม เข้าใจเปล่า ผมก็ฟังคุณเนี่ย คุณพูดดีๆ ก็ได้ ต้องดูผลกระทบภาพรวมเรื่องประมง การส่งออก และเรื่องการขัดระเบียบกฎเกณฑ์ของต่างประเทศด้วย" ซึ่งคำพูดดังกล่าวถือว่าไม่เหมาะสมกับภาวะการเป็นผู้นำ
อีกทั้งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้จริงใจในการรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะการที่ชาวประมงไปเรียกร้องให้ แก้ปัญหา ซึ่งอาจจะใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องมากนัก แต่ในฐานะคนเป็นผู้นำก็ต้องใจกว้างอดทนเพื่อรับฟัง ไม่ใช่แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวเข้าใส่
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้ยืนยันว่าพร้อมรับฟังปัญหาของประชาชน แต่ทว่าท่าทีการแสดงออกกลับตรงกันข้าม ดังนั้นทางที่ดี พล.อ.ประยุทธ์ ต้องปรับท่าทีความแข็งกร้าวลง เพราะจากนี้ไป จะมีการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนมากขึ้น ไม่เช่นนั้นโอกาสในการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งคงเป็นไปได้ยาก







