
เอเชียไม่พร้อมรับสังคมสูงวัย เหตุขาดบำนาญ-แรงงาน
รอบตอบคำถามบนเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สประจำปี 2017 เป็นที่ฮือฮาอย่างมาก เพราะคำถามที่มารีญา พูลเลิศลาภ ตัวแทนจากไทยได้รับ ทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องนิยามของ "การเคลื่อนไหวทางสังคม" (Social Movement) กันไปอย่างมากมาย
รอบตอบคำถามบนเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สประจำปี 2017 เป็นที่ฮือฮาอย่างมาก เพราะคำถามที่มารีญา พูลเลิศลาภ ตัวแทนจากไทยได้รับ ทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องนิยามของ "การเคลื่อนไหวทางสังคม" (Social Movement) กันไปอย่างมากมาย
แต่สิ่งที่ต้องให้ความสนใจอีกอย่างหนึ่งอยู่ในคำตอบของมารีญา นั่นคือ "สังคมผู้สูงอายุ" ปัญหาที่ประเทศไทยรวมถึงหลายชาติในเอเชียกำลังจะประสบในอนาคต และยังไม่มีการ เตรียมความพร้อมเพียงพอ ทั้งระบบบำนาญและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับการขาดแรงงาน ในอนาคต
ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจของเอเชียตามวาระปกติ (ปีละ 2 ครั้ง) แต่ไฮไลต์ของรายงานอยู่ที่การเตือนให้เอเชียระวังภาวะ "แก่ก่อนรวย" ที่หลายชาติเสี่ยงจะต้องเผชิญอย่างรวดเร็วในอีก 10 กว่าปีข้างหน้านี้
สัดส่วนประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ของเอเชีย จะเพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 20% ภายในอีกไม่ถึง 15 ปีข้างหน้า เมื่อเทียบกับยุโรปที่ใช้เวลา 26 ปี และสหรัฐที่ใช้เวลามากกว่า 50 ปี ทำให้เอเชียมีเวลาน้อยมากที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตได้เท่าทันกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ เช่น จีน ที่ประชากรผู้สูงอายุถึงจุดพีกเมื่อปี 2011 ที่ผ่านมา มีรายได้ต่อหัวประชากร คิดเป็นเพียง 20% ของสหรัฐเท่านั้น
การที่เอเชียไม่มีเวลาเพียงพอที่จะเพิ่มรายได้ต่อหัวประชากร หมายความว่าประเทศจะต้องรับมือกับการจ่ายเงินบำนาญที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนแรงงานโดยที่ประเทศยังยากจน
ประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนไปทางสูงอย่างเกาหลีใต้ กำลังประสบปัญหาผู้สูงอายุมีเงินบำนาญไม่เพียงพอต่อการอยู่อาศัย โดยหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า ชาวเกาหลีใต้ได้บำนาญจากรัฐต่อเดือนแค่ 2 แสนวอน (ราว 6,038 บาท) ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต เมื่อเทียบกับ ค่าอาหารที่ตกมื้อละ 7,000 วอน (ราว 211 บาท) ทำให้ชาวเกาหลีใต้ สูงอายุที่ยากจนและปราศจากเงินออมต้องออกมาทำงานเพิ่ม
อีซัมซิค ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน วิจัยสังคมผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยฮันยาง เปิดเผยกับไฟแนนเชียลไทมส์ว่า ชาวเกาหลีใต้สูงอายุน้อยคนที่จะเตรียมตัวสำหรับชีวิตหลังเกษียณ และส่วนใหญ่ต้องใช้เงินออมทั้งหมดไปกับการศึกษาของลูกหลาน ทำให้เผชิญกับภาวะขาดแคลนในชีวิตบั้นปลาย
ไอเอ็มเอฟ คาดการณ์ว่าสำหรับประเทศที่อยู่ในช่วงที่สัดส่วนประชากรที่อยู่ในวัยแรงงานปรับลดลง ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ไทย เวียดนาม และนิวซีแลนด์ ค่าใช้จ่ายด้านบำนาญจะปรับขึ้นมากกว่า 5% ของขนาดเศรษฐกิจภายในปี 2050 หากปราศจากนโยบายรองรับ
ตลาดใหญ่ที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชียอย่างจีนเอง ก็หลีกหนีไม่พ้นและต้องรีบปรับระบบบำนาญให้ทัน โดยสำนักข่าวซินหัว กระบอกเสียงของจีน เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมาว่ารัฐบาล จะถ่ายโอนทรัพย์สินบางส่วนของรัฐ ซึ่งรวมถึงหุ้นของรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงิน เป็น กองทุนสวัสดิการสังคม และจะขยายไปยังภาคเอกชนในปีหน้า เพื่อพัฒนาระบบบำนาญของประเทศ
ขณะเดียวกันราคาบ้านในหลายพื้นที่ทั่วเอเชีย-แปซิฟิกยังมีราคาสูง เช่น ในฮ่องกงและออสเตรเลีย ซึ่งในออสเตรเลียนั้น องค์กรการกุศลมิชชั่นออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ห้องเช่า ในราคาที่เหมาะสำหรับคู่สามีภรรยาในวัยเกษียณมีแค่ 4.28% ของทั้งหมดเท่านั้น ขณะที่หากเป็นคนโสด ห้องเช่าที่เหมาะสมยิ่งน้อยลงไปอีก โดยอยู่ที่ 1.62% ส่งผลให้จำนวนคนไร้บ้านสูงอายุในออสเตรเลียเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ สังคมผู้สูงอายุยังมาพร้อมกับการขาดแคลนแรงงานอย่างที่ญี่ปุ่นกำลังประสบอยู่ โดยผลสำรวจที่จัดทำโดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เมื่อกลางปีที่ผ่านมา พบว่าตลาดแรงงานในประเทศกำลังประสบภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนักตั้งแต่ปี 1992 ซึ่งจำนวนตำแหน่งงานว่างต่อจำนวนผู้สมัครนั้นสูงสุดในรอบ 43 ปี
ญี่ปุ่นพยายามผลักดันให้แรงงานต่างชาติเข้าไปช่วยลดการขาดแรงงานในประเทศ โดยเฉพาะแรงงานสำหรับดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นมีการตั้งโครงการฝึกงานเพื่อดึงแรงงานจากประเทศกำลังพัฒนาเข้าไปในประเทศ แต่ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักเมื่อมีข้อจำกัดบางประการที่ยากจะข้ามผ่าน เช่น ภาษา
ญี่ปุ่นเป็นประเทศตัวอย่างเวลากล่าวถึงสังคมผู้สูงอายุ โดยนอกจะขาดแคลนแรงงานและมีประสิทธิภาพการผลิตลดต่ำลงแล้ว สังคมผู้สูงอายุทำให้ญี่ปุ่นตกอยู่ในภาวะเก็บออมเงินไม่ใช้จ่าย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น รวมถึงบีโอเจพยายามจะแก้ไขมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
"สิ่งที่ญี่ปุ่นเผชิญแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการต้องปรับนโยบายระดับมหภาคโดยเร็ว ก่อนที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ" ไอเอ็มเอฟระบุในรายงาน
ไอเอ็มเอฟแนะนำให้ปฏิรูปตลาดแรงงาน ระบบบำนาญ และระบบ หลังเกษียณ โดยในประการแรกนั้น ไอเอ็มเอฟระบุว่ารัฐบาลจำเป็นต้อง มีนโยบายส่งเสริมให้การจ้างงานครอบคลุมทุกเพศทุกวัย เพิ่มการจ้างงานสตรีและผู้สูงอายุ เช่นเดียวกับเพิ่มการจ้างงานแรงงานต่างชาติ
ขณะที่ประการที่สองในระบบบำนาญนั้น ไอเอ็มเอฟแนะนำให้รัฐบาลใช้ระบบบำนาญที่สามารถเปลี่ยนแปลงเงินบำนาญตามอายุเกษียณและอายุขัยได้โดยอัตโนมัติ ขณะที่ต้องทำให้ประชาชนแน่ใจในระบบบำนาญเพื่อลดการนำเงินไปอดออมเอาไว้ ส่วนประการสุดท้าย ระบบหลังเกษียณนั้นจะต้องกระตุ้นให้ผู้สูงอายุสามารถนำเงินไปลงทุนโดยให้ผู้สูงอายุรู้สึกปลอดภัยและลดความเสี่ยงในยามหลังเกษียณ
เอเชียและทั่วโลกต้องรีบเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ "สังคม ผู้สูงอายุ" เต็มไปด้วยรอยยิ้มใน ภายภาคหน้า







