posttoday
แท็กซี่ไฟฟ้าไร้คนขับ

แท็กซี่ไฟฟ้าไร้คนขับ

27 พฤศจิกายน 2560

พรายพล คุ้มทรัพย์หัวใจของรถยนต์ไฟฟ้าคือแบตเตอรี่ เทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่ได้มีการพัฒนาอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านต้นทุนที่ลดลงมาก ระยะเวลาที่ใช้ในการประจุไฟฟ้าก็ลดลง ระยะทางที่รถยนต์วิ่งได้จากการประจุไฟฟ้าในแต่ละครั้งก็ไกลขึ้น ความปลอดภัยของแบตเตอรี่ก็ดีขึ้นมาก

พรายพล คุ้มทรัพย์

หัวใจของรถยนต์ไฟฟ้าคือแบตเตอรี่ เทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่ได้มีการพัฒนาอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านต้นทุนที่ลดลงมาก ระยะเวลาที่ใช้ในการประจุไฟฟ้าก็ลดลง ระยะทางที่รถยนต์วิ่งได้จากการประจุไฟฟ้าในแต่ละครั้งก็ไกลขึ้น ความปลอดภัยของแบตเตอรี่ก็ดีขึ้นมาก

แบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าอย่างกว้างขวางในขณะนี้คือแบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออน ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ในตระกูลเดียวกันกับที่เราใช้ในโทรศัพท์มือถือทั่วๆ ไป

เมื่อห้าปีที่แล้วแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ามีราคาค่อนข้างสูงคือประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐ/กิโลวัตต์ชั่วโมง และคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของราคาตัวรถยนต์ไฟฟ้า จึงทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาแพงกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันมาก

แต่ในปัจจุบันแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ามีต้นทุนลดลงเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของราคาในอดีต จึงทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าถูกลงมากและใกล้เคียงกับราคารถยนต์ที่ใช้น้ำมันและมีสมรรถนะเดียวกัน เช่น รถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ Tesla รุ่น Model 3 ที่กำหนดราคาไว้คันละ 3.5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านบาท) อันเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของราคารถยนต์ทั่วๆ ไปในสหรัฐ

ในรถยนต์ชนิดนี้ติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 50 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ 220 ไมล์ หรือ 352 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง ประเมินกันว่าราคาแบตเตอรี่อยู่ที่ประมาณ 150 ดอลลาร์/กิโลวัตต์ชั่วโมง หรือประมาณลูกละ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.5 แสนบาท) ซึ่งก็ตกประมาณ 21% ของราคารถยนต์

หลายคนในวงการเชื่อว่าราคาแบตเตอรี่จะยังมีแนวโน้มลดลงได้อีก โดยอาจลงไปถึง 100 ดอลลาร์/กิโลวัตต์ชั่วโมง ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งก็จะยิ่งทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาถูกลง และอาจจะถูกกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันด้วยซ้ำไป

นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว รัฐบาลของหลายประเทศยังมีนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทดแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน เพื่อลดมลภาวะทางอากาศและก๊าซเรือนกระจก ทำให้ยอดขายของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเหล่านี้พุ่งสูงขึ้น

ในปีนี้มีบริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายแห่งประกาศว่ามีแผนจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในอนาคต (เช่น บริษัทที่ผลิตรถยนต์ยี่ห้อ Mercedes-Benz, Nissan และ Chevrolet)

ฟังดูเหมือนว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมาครองโลกแล้ว แต่ยังไม่ถึงขนาดนั้นครับ ในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งกันอยู่บนถนนมีจำนวนรวมกันไม่ถึง 1% ของรถยนต์ทั้งหมดในโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่ารถยนต์ไฟฟ้ามาแรงจริงๆ ยอดขายในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก ตัวอย่างเช่น ในช่วงไตรมาสที่แล้วของปีนี้มีรายงานยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกที่สูงขึ้นในอัตรากว่า 60%

ครึ่งหนึ่งของยอดขายที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประเทศจีน ส่วนที่เหลือเป็นยอดขายในยุโรปและสหรัฐ คาดว่าหากยอดขายของรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต่อไปในลักษณะที่เป็นตัวอักษร S อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในสินค้าใหม่ๆ เช่น โทรทัศน์สีและโทรศัพท์มือถือ ในปี ค.ศ. 2040 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นสูงเป็นหนึ่งในสามของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในโลก และจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งอยู่ในท้องถนนจะคิดเป็นประมาณ 10% ถึง 20% ของรถยนต์ทุกประเภทในโลก

พัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับรถยนต์ไม่ได้มีเฉพาะการนำเอาไฟฟ้ามาขับเคลื่อนรถยนต์แต่เพียงอย่างเดียว ยังมีเทคโนโลยีอีกประเภทหนึ่งซึ่งสามารถทำให้รถยนต์ขับเคลื่อนไปบนท้องถนนได้เองโดยอัตโนมัติและไม่ต้องอาศัยมนุษย์เป็นผู้ขับขี่ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเทคโนโลยี "รถยนต์ไร้คนขับ" (Driverless หรือ Autonomous driving) เป็นการนำเอาอุปกรณ์จับสัญญาณต่างๆ มาทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เพื่อสั่งให้รถยนต์ขับเคลื่อนไปได้เองอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

มีหลายบริษัททั้งที่เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ (เช่น Ford และ General Motor) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอที (เช่น Google และ Apple) และบริษัทที่ให้บริการเรียกรถโดยสารผ่านโทรศัพท์มือถือ (เช่น Uber และ Lyft) ได้หันมาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับนี้อย่างเข้มข้น บริษัทเหล่านี้เลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นต้นแบบในการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ เพราะรถยนต์ไฟฟ้ามีความเหมาะสมมากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันในการทำงานกับเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ

ในขณะเดียวกันบริษัทอย่าง Uber ก็ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนได้เองโดยไม่ต้องใช้คนขับ เพราะนอกจากจะประหยัดค่าจ้างคนขับแล้ว รถยนต์ไฟฟ้ายังเหมาะสำหรับใช้เป็นแท็กซี่ซึ่งสามารถวิ่งได้วันละเกือบ 24 ชั่วโมง โดยมีค่าซ่อมบำรุงค่อนข้างต่ำ

สรุปได้ว่าจะมีสามอย่างเกิดขึ้นกับรถยนต์พร้อมกันในอนาคตคือ รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า ที่ไร้คนขับ และที่เป็นรถโดยสารเรียกผ่านโทรศัพท์มือถือ

ผลที่เกิดขึ้นมีสองประการ ประการแรก ความจำเป็นในการเป็นเจ้าของรถยนต์จะลดลง เพราะในปัจจุบันเจ้าของรถยนต์โดยทั่วไปใช้ขับขี่รถยนต์ของตนเองบนถนนไม่เกินวันละ 1-2 ชั่วโมง เวลาที่เหลือใช้จอดรถไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน ดังนั้นถ้าสามารถเรียกใช้รถแท็กซี่ได้อย่างสะดวกทุกที่ทุกเวลาในราคาที่ย่อมเยา (แถมเป็นรถที่ขับด้วยตัวมันเองด้วย) คนจำนวนไม่น้อยคงไม่จำเป็นต้องซื้อรถเอาไว้ขับเองแล้ว

ประการที่สอง ถ้าแท็กซี่ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ไร้คนขับแล้ว คนขับแท็กซี่ก็คงต้องตกงานเป็นจำนวนมาก กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่โลกในอนาคตจะมีหุ่นยนต์มาทำงานแทนมนุษย์ในอีกหลายๆ อาชีพ ผลกระทบเหล่านี้คงเป็นประเด็นที่เราจะต้องรับมือและปรับตัวให้ได้ในที่สุด

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม