
‘TU’ ดีตามเศรษฐกิจโลก
บงกชรัตน์ สร้อยทองคงปฏิเสธไม่ได้ว่า บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เป็นอีกบริษัทที่จะได้ประโยชน์ทั้งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว โดยเฉพาะจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน
บงกชรัตน์ สร้อยทอง
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เป็นอีกบริษัทที่จะได้ประโยชน์ทั้งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว โดยเฉพาะจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน
สำหรับผลประกอบการของ TU ปี 2561 จะเป็นเช่นไรนั้น "ยอร์ค ไอร์เล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินกลุ่ม TU เปิดเผยว่า การที่บริษัทมีนโยบายหลักที่เน้นการกระจายสินค้าและแหล่งผลิตไปอยู่ในหลายทวีปทั่วโลก สามารถช่วยให้บริษัทผ่านความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความผันผวนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้เป็นอย่างดี ซึ่งการขยายธุรกิจในลักษณะเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเติบโตของไทยยูเนี่ยนในระยะยาว
ทั้งนี้ ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ทั้งหมดของบริษัทจะมาจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ แบ่งเป็น สหรัฐ 38% ยุโรป 32% ญี่ปุ่น 6% ไทย 10% และอื่นๆ 14% ดังนั้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในอนาคตจะเป็นผลบวกกับธุรกิจของไทยยูเนี่ยนอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ TU ให้ความสำคัญกับประเทศจีนมากขึ้น ซึ่งจัดเป็นตลาดเกิดใหม่หลักที่สำคัญของบริษัทที่จะมีการส่งสินค้าออกไปขายด้วย โดยปลายปี 2559 บริษัทได้ตั้งบริษัทลูก คือ "ไทยยูเนี่ยน ไชน่า" ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นช่องทางในการขายสินค้ากลุ่มแซลมอน กุ้งแช่แข็ง และล็อบสเตอร์สด ภายใต้แบรนด์คิงส์ออสการ์ ซึ่งพบว่ายอดขายจากคิงส์ออสการ์ในจีนเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะในช่องทางอี-คอมเมิร์ซ ที่ TU ได้ลงนามความร่วมมือแบบเอ็กซ์คลูซีฟเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับกลุ่มอาลีบาบา อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก อีกทั้ง TU ยังคงรักษาความเป็นแบรนด์สินค้าพรีเมียมที่ไม่มีการลดราคาสินค้าลงมาเมื่อไปขายในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในจีนเหมือนบางสินค้า
อย่างไรก็ดี พบว่า จากความต้องการอาหารเฉพาะในจีนทำให้ช่วยดันตลาดอาหารทะเลให้มีการเติบโตอย่างมาก โดยเห็นได้จากปี 2559 การนำเข้าล็อบสเตอร์ของจีนมีมูลค่ามากกว่า 108 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มมากกว่า 1,360% จากปี 2553
ขณะเดียวกัน หากมองในมุมมองของการบริหารทางการเงิน ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ถือว่ามีการตั้งรับและการเตรียมการเรื่องการเงินให้สอดคล้องกับการขยายการดำเนินงานไปสู่ตลาดทั่วโลกด้วยเช่นกัน เพราะ TU ถือเป็นหนึ่งในบริษัทขนาดใหญ่ของไทยรายแรกๆ ที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งศูนย์บริหารเงิน (Treasury Center) ที่กรุงเทพฯ ภายใต้แพ็กเกจสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลให้ในการเป็นสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (International Headquarters) ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2558 ที่ผ่านมา
ไอร์เล กล่าวว่า การที่บริษัทมีศูนย์บริหารเงินช่วยให้สำนักงานใหญ่ของบริษัทที่กรุงเทพฯ ทำตัวเสมือนธนาคารภายใน ทำหน้าที่รวบรวมเงินสดจากบริษัทลูกในต่างประเทศในช่วงกลางคืนและกระจายเงินทุกวันตามความต้องการทางการเงินของแต่ละบริษัท นอกจากนี้ ศูนย์บริหารเงินยังช่วยให้ไทยยูเนี่ยนลดค่าใช้จ่ายในการโอนเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเงินสดและสภาพคล่อง อีกทั้งยังช่วยลดความต้องการกู้ยืมเงินอีก
"บัลลังก์ ไวยานนท์" ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ TU กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการจัดการทำแผนงานของปี 2561 คาดว่าน่าจะเสร็จในเดือน ธ.ค.นี้ โดยภาพรวมบริษัทคือยังคงเน้นการเพิ่มยอดขายในทุกสินค้าหลักตั้งแต่ปลาทูน่า กุ้ง ล็อบสเตอร์ แต่จะเน้นไปในแนวทางที่จะเพิ่มช่องทางหรือสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้านั้นๆ มากขึ้น
สำหรับกรณีที่ Tri-Union Seafoods LLC (Tri-Union) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ที่ประกอบธุรกิจอาหารทะเลบรรจุภาชนะผนึกในประเทศสหรัฐภายใต้แบรนด์ชิคเก้น ออฟเดอะซีถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐสั่งสอบสวนกรณีการแข่งขันทางการค้าในอุตสาหกรรมอาหารทะเลบรรจุภาชนะผนึก ซึ่งขณะนี้ได้รับการผ่อนผันแบบ มีเงื่อนไข (Conditional Leniency Program) ส่งผลให้ Tri-Union และ ผู้บริหาร หรือพนักงานของบริษัท Tri-Union ที่อยู่ในกรอบที่ถูกสอบสวนจะไม่ถูกเรียกให้ชำระค่าปรับทางอาญา ไม่ถูกลงโทษจำคุก หรือถูกดำเนินคดี ดังนั้นคาดว่าจะไม่มีประเด็นที่ส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัทแต่อย่างใด
ขณะที่หัวเรือใหญ่ "ธีรพงศ์ จันศิริ" ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TU มองว่า แนวโน้มไตรมาส 4 ปีนี้ผลการดำเนินงานมีทิศทางดีขึ้น โดยเฉพาะอัตรากำไรขั้นต้น และจะดีขึ้นชัดเจนในไตรมาสแรกปีหน้า เนื่องจากตอนนี้เริ่มเห็นราคาวัตถุดิบอย่างปลาทูน่าที่ปรับตัวลดลง บวกกับการที่บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี มีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ลดความไม่แน่นอนได้มากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์







