เครื่องมือแพทย์เมื่อโคม่า
การวิ่งคนละก้าวของพี่ตูนในครั้งนี้ มีข่าวว่าอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาจากบริษัทผู้ผลิตรองเท้ายักษ์ใหญ่แห่งวงการกีฬา ใช้ความรู้และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์การกีฬาอย่างเต็มที่ แต่เครื่องไม้เครื่องมือไม่ว่าจะก้าวล้ำนำสมัยอย่างไร ก็ยังอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ แม้จิตใจจะแข็งแกร่งมุ่งมั่นเพียงใด แต่ร่างกายย่อมต้องการเวลาพัก เมื่อใช้มากร่างกายก็ประท้วงด้วยความเจ็บป่วย จนต้องหยุดพักเพื่อให้ร่างกายปรับสภาพ
การวิ่งคนละก้าวของพี่ตูนในครั้งนี้ มีข่าวว่าอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาจากบริษัทผู้ผลิตรองเท้ายักษ์ใหญ่แห่งวงการกีฬา ใช้ความรู้และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์การกีฬาอย่างเต็มที่ แต่เครื่องไม้เครื่องมือไม่ว่าจะก้าวล้ำนำสมัยอย่างไร ก็ยังอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ แม้จิตใจจะแข็งแกร่งมุ่งมั่นเพียงใด แต่ร่างกายย่อมต้องการเวลาพัก เมื่อใช้มากร่างกายก็ประท้วงด้วยความเจ็บป่วย จนต้องหยุดพักเพื่อให้ร่างกายปรับสภาพ
เครื่องมือทางการแพทย์ที่พี่ตูนใช้หยาดเหงื่อแรงงาน ใช้ความอดทนในการวิ่ง เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนหันมาสนใจร่วมกันบริจาคเงินเพื่อซื้อหาอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ให้กับ 11 โรงพยาบาล แม้จะเป็นสิ่งจำเป็นในกระบวนการรักษาผู้ป่วยในปัจจุบัน แต่ต้องไม่สำคัญเหนือไปกว่าความรู้ความสามารถของแพทย์เอง ซึ่งจะต้องเป็นผู้วินิจฉัยเป็นผู้ให้การรักษาผู้ป่วยที่แท้จริง อย่างหลงประเด็นไปกับเครื่องมือจนลืมความรู้ความสามารถของมนุษย์ที่ต้องตรวจรักษาวินิจฉัยผู้ป่วยได้แม้ไม่มีเครื่องมือก็ตาม เครื่องมือเป็นเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อช่วยเหลือแพทย์เท่านั้น เราคงไม่ต้องการให้แพทย์เป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือมากกว่าเชี่ยวชาญการตรวจรักษาผู้ป่วยด้วยมือเปล่า
เครื่องมือแพทย์ที่ใช้สำหรับตรวจหาสาเหตุของโรคนั้น แม้จะมีประโยชน์แต่ก็ต้องระมัดระวัง เครื่องมือก็คือเครื่องมือที่อาจเกิดความผิดพลาดได้ ไม่ต่างไปจากคน แต่เครื่องมือแพทย์ประเภทที่ใช้ในการยืดชีวิตไม่ให้คนป่วยหยุดหายใจ มักจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้ ที่เกิดเป็นประเด็นปัญหาให้ ถกเถียงกันคือ เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งแพทย์มักจะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก เป็นผู้ป่วยโคม่า ป่วยในระยะสุดท้ายที่ไม่มีทางเยียวยารักษาให้หายได้
เครื่องช่วยหายใจที่สอดเข้าไปทางปากลึกเข้าไปถึงหลอดลม เป็นเครื่องที่ทำหน้าที่แทนการหายใจด้วยการปั๊มลมเข้าไปในปอดของผู้ป่วย คนไข้อยู่ได้ด้วยเครื่องหายใจตามจังหวะของเครื่อง ไม่ได้หายใจด้วยตัวเอง จึงอาจกล่าวได้ว่า เครื่องมือเป็นผู้หายใจแทนคนป่วย กรณีเช่นนี้มักจะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติว่า หากญาติไม่ประสงค์จะให้ยื้อชีวิตต่อไป ใครจะเป็นคนถอดเครื่องช่วยหายใจ เพราะเมื่อถอดเครื่องหายใจ คนไข้อาจจะถึงแก่กรรมทันทีหรืออยู่ได้อีกระยะหนึ่งเท่านั้น
แพทย์โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนมักจะอ้างจรรยาบรรณของแพทย์ว่า แพทย์มีหน้าที่ช่วยชีวิตคนไม่ใช่ทำลายชีวิต แล้วก็ปล่อยให้เครื่องช่วยหายใจแทนไปเรื่อยๆ เก็บค่ารักษา ค่าเครื่อง ค่าหมอ ค่าห้อง ค่าใช้จ่าย อื่นๆ ไปเรื่อย ญาติคนไข้ก็ต้องจ่ายไปเรื่อยๆ บางคนต้องขายบ้านขายที่เพื่อมาจ่ายให้กับโรงพยาบาลแพทย์พาณิชย์
นอกจากข้ออ้างเรื่องจรรยาบรรณแล้ว ประเด็นที่คนไทยเราไม่กล้าทำ คือ การถอดเครื่องช่วยหายใจ เป็นการฆ่าคนตาย ใช่หรือไม่ ยิ่งถ้าผู้ป่วยเป็นพ่อแม่ด้วยแล้ว เพียงแค่บอกว่าให้หยุดการรักษาก็ไม่กล้าแล้ว ด้วยเกรงจะเป็นอนันตริยกรรม
แต่เชื่อเถอะครับว่า ถ้าบอกโรงพยาบาลว่าไม่มีเงินค่ารักษาที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดลมหายใจ ไม่มีเงินจ่ายค่าเครื่องช่วยหายใจ ถ้าโรงพยาบาลจะรักษาจรรยาบรรณแพทย์ก็ทำไป แต่ญาติจะไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลในส่วนนี้ รับรองได้เลยว่า ในเวลาอันรวดเร็วจะมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมาถอดเครื่องช่วยหายใจให้โดยลืมเรื่องจรรยาบรรณ ไม่มีเรื่องบาปกรรม
ผมเคยไปร่วมเสวนาในหัวข้อ Living Will "ความต้องการครั้งสุดท้ายของชีวิต" มีหมอท่านหนึ่งบอกว่า ถ้าญาติคนไข้ประสงค์จะให้ถอดเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ป่วย โรงพยาบาลท่านจะให้ญาติคนไข้และเจ้าหน้าที่ร่วมกันถอดปลั๊กเครื่องช่วยหายใจ เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่า ฆ่าคนตาย
แต่มีพยาบาลท่านหนึ่ง ขึ้นมา พูดแบบไม่ดราม่าว่า เรื่องเครื่องช่วยหายใจนี้ เธอถอดมาเยอะแล้ว และ ไม่เคยรู้สึกว่าผิด ไม่เคยคิดว่าเป็นการทำลายชีวิต แต่เธอมองว่าเป็นการช่วยเอาสิ่งแปลกปลอมเอาส่วนเกินออก จากชีวิตคนไข้ ช่วยให้คนไข้กลับสู่ธรรมชาติของชีวิต จึงไม่ใช่เป็นการทำลายชีวิต การถอดเครื่องช่วยหายใจนั้น ถ้าไม่ได้ใช้มานานเป็นปี คนไข้มักจะไม่ตายทันที ยังมีชีวิตอยู่ได้อีกระยะหนึ่ง การถอดเครื่องช่วยหายใจจึงไม่ใช่การฆ่าคนตาย
ด้วยประเด็นความกลัวของชาวพุทธ จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 รองรับสิทธิของบุคคลที่จะกำหนดชีวิตในวาระสุดท้ายว่า "บุคคลมีสิทธิ ทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์ จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของ ชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้
การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง"
ฉะนั้นข้ออ้างของโรงพยาบาลที่จะถอดเครื่องช่วยหายใจเพราะกลัวความผิด จึงอ้างไม่ได้ หากผู้ป่วยหรือญาติ ผู้ป่วยแสดงเจตนาให้หยุดการรักษา การยื้อชีวิตให้มีแต่เพียงลมหายใจจากเครื่องมือแพทย์ เป็นการฝืนธรรมชาติ เป็นการทรมานผู้ป่วย ฉะนั้น Living Will หรือสิทธิปฏิเสธการรักษา จึงต่างกับ Mercy Killing หรือการุณยฆาต
การปฏิเสธการรักษาไม่ใช่การ ฆ่าตัวตาย แพทย์ที่ปฏิบัติตามก็ไม่ได้ ฆ่าใคร แต่การุณยฆาตคือการฆ่าการทำลายชีวิต เพื่อหนีจากการทรมาน ไม่ยอมรับความทุกข์จากความเจ็บป่วย ในทางพระพุทธศาสนาการที่คนต้อง ทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยเป็นเรื่องของกรรม มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งนอนอยู่บนเตียงหลายสิบปี รับรู้ทุกเรื่อง ได้ยินทุกอย่าง แต่ตอบสนองไม่ได้ ร่างกายเป็นอัมพาต พูดไม่ได้ แต่ไม่ได้ใช้เครื่องช่วยหายใจ กรณีอย่างนี้แม้ จะสงสารอย่างไร แต่ในทางพุทธต้องถือเป็นกรรมของท่าน เราไม่มีสิทธิจะ ไปตัดสินหรือทำลายชีวิตเพื่อให้ท่าน พ้นกรรม
การวิ่งของพี่ตูน แม้จะซื้อเครื่องมือให้ 11 โรงพยาบาลได้ตามเจตนาอันบริสุทธิ์ แต่โรงพยาบาลยังคงขาดทุน เครื่องมือทางการแพทย์ไม่มีวันที่จะครบถ้วนสมบูรณ์ ตราบใดที่เงินงบประมาณทางสาธารณสุขไปกองอยู่ที่ตระกูล ส. ได้แต่หวังว่าเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลจะได้ใช้ไปเพื่อประโยชน์ทางด้านสาธารณสุขอย่างถูกทาง ใช้เพื่อป้องกันความเจ็บป่วยมากกว่าการหาเครื่องมือรักษาผู้ป่วย n


