
คุณค่าไม่มีวันตก
อาทิตย์หน้าผมจะไปอินเดียและถือเป็นครั้งที่ 2 กับการไปเยือนถิ่นพุทธภูมิ
โดย สธน เปลี่ยนจันทรสิริตระกูล ภาพ เอพี
อาทิตย์หน้าผมจะไปอินเดียและถือเป็นครั้งที่ 2 กับการไปเยือนถิ่นพุทธภูมิ วันนี้เลยอยากเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอินเดียสักเรื่อง ครั้งแรกที่ไปได้รู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น สิ่งที่เคยสงสัยก็หายสงสัย เรียกว่าได้ประสบการณ์มาพอสมควร
เป็นที่ทราบดีว่า การไปอินเดียของคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่จะไป "แสวงบุญ" อันเป็นคำที่นิยมเรียกกัน เพราะอินเดียเป็นประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุทธใครก็อยากไปสักครั้ง
ครั้งหนึ่งต้องยอมรับว่า พระพุทธศาสนาในอินเดียเคยโชติช่วงชัชวาลอย่างมาก แต่ต่อมาถูกทำลายล้างจนแหลกลาญราบคาบชนิดที่ว่าสูญสิ้นไปจากอินเดียกันเลย
ต่อมาตอนหลังชาวพุทธทั้งฆราวาสและพระสงฆ์ไม่เฉพาะชาวพุทธไทยแต่จากทั่วโลกได้พยายามที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอินเดียให้กลับมาใหม่ โดยเฉพาะไทยถือว่ามีบทบาทเด่นมาก เริ่มจากการบูรณะและพัฒนาสถานที่ ที่มีความสำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น สังเวชนียสถานทั้งสี่ควบคู่กับการเผยแผ่พุทธธรรม
ครั้งแรกที่ผมไปกราบไหว้สังเวชนียสถานทั้งสี่ ในบางช่วงของการเดินทางไปยังสังเวชนียสถานแต่ละแห่งมีสิ่งหนึ่งที่ได้สังเกตเห็นคือ เวลาที่วัวกำลังเดินบนถนนหรืออยู่กลางถนนแบบว่าเดินสบายๆ รถจะต้องหยุดโดยที่ไม่มีการบีบแตรไล่วัวด้วย
ตอนแรกก็สงสัยนะเวลานั่งรถยนต์บนท้องถนนอินเดีย ทำไมบีบแตรกันจั๊ง คันหน้าคันหลังคันข้างก็บีบ!! ถ้าบีบกันลั่นถนนแบบนี้ที่เมืองไทยเป็นได้เรื่อง แน่นอน อาจมีปากเสียง ชกต่อย หรืออาจถึงขั้นยิงกันตาย ที่เมืองไทยมันเป็นอย่างนี้จริง
ทว่า มารู้ตอนหลังว่าการจราจรในอินเดียกฎหมายเขาให้บีบแตร เพื่อบอกให้รู้ว่ากำลังจะขับรถแซงขึ้นหน้าแล้วนะ หรือขับรถข้ามแยกก็จะต้องบีบแตรตลอดทุก 15 วินาที หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาใครที่ไม่บีบแตรจะถือว่าเป็นฝ่ายทำผิดกฎหมาย
อย่างที่บอกแม้การจราจรจะชุลมุนวุ่นวายยังไง แต่ถ้ามีวัวตัวหนึ่งเดินออกมาอยู่ยืนบนถนน หรือนอนอยู่ก็ตาม รถที่วิ่งมาด้วยความเร็วก็ต้องเบรก จะไม่มีใครบีบแตรไล่ คนขับรถจะรอให้มันเดินหนีไปเอง นั่นเพราะคนอินเดียถือวัวเป็นเหมือนพระเจ้า เป็นสัตว์ที่มีคุณมากต่อชีวิตเขา
ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันก็ใช้วัวไถนาปลูกข้าวปลูกพืชไว้กินและขายนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว ส่งลูกเรียนหนังสือยังต้องอาศัยน้ำนมจากวัวไว้เลี้ยงลูกหลานให้เจริญเติบใหญ่ ส่วนมูลวัวก็นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มในชีวิตประจำวัน บางทีก็เอาไปผสมดินเหนียวฉาบทาที่อยู่อาศัย
พอวัวอายุมากถึงคราวปลดระวาง เจ้าของเขาก็จะไม่ฆ่าหรือขายให้โรงฆ่าสัตว์เหมือนบ้านเรา นั่นเพราะคนอินเดียเขาตระหนักในคุณค่า เขาจะไม่ฆ่าหรือขายแต่จะปล่อยให้วัวเป็นอิสระ แล้วส่วนใหญ่วัวเหล่านี้ก็ใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนนี่แหละ อาศัยเศษพืชผักจากพ่อค้าแม่ค้าที่คอยเจือจุนมีชีวิตรอดไปตามยถากรรม
ผมมองว่าการตระหนักรู้ในคุณค่าไม่ว่าจะคุณค่าที่มีอยู่ในคน ในสัตว์ สิ่งของ สถานที่ สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่มนุษย์พึงมีอย่างยิ่ง เพราะการตระหนักรู้ในคุณค่าจะไม่ก่อให้เกิดการทำลายเหมือนที่คนอินเดียตระหนักในคุณค่าของวัวนั่นเอง
อยากจะบอกว่า ราคายังมีตก แต่คุณค่าไม่มีวันตกครับ







