
อสังหาปี’61ฟื้นชัด เร่งปรับตัวรับตลาดเปลี่ยน
หลังจากภาพรวมของเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของปี 2560 เริ่มปรับตัวดีขึ้น
โดย โชคชัย สีนิลแท้
หลังจากภาพรวมของเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของปี 2560 เริ่มปรับตัวดีขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดอสังหาฯ ในปี 2561 นั้นจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวในงานสัมมนาส่องอสังหาฯ 2018 ว่า ตลาดอสังหาฯ ปี 2561 จะเติบโตขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจที่มีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 4% โดยคาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตของธุรกิจอสังหาฯ จะขยายตัว 6.1% โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะขยายตัว 8.6% ส่วนภูมิภาคขยายตัว 2%
"ในช่วงสิ้นปี 2560 คาดว่าจะมียูนิตเหลือขาย 2.6 แสนยูนิต ส่วน สิ้นปี 2561 คาดจะมียูนิตเหลือขาย 2.7 แสนยูนิต โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล นั้นเพิ่มจากจำนวน ห้องชุดและโครงการแนวราบในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ส่วนในต่างจังหวัดนั้นจะมาจากโครงการแนวราบเป็นหลัก และยังมั่นใจว่าตลาดอสังหาฯ ยังเติบโตไปได้และไม่เกิดภาวะฟองสบู่" วิชัยกล่าว
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย กล่าวว่า หากจะประเมินตลาดอสังหาฯ ในปี 2561 ว่า จะไปในทิศทางใดต้องพิจารณา จากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 3-5 ปีก่อนหน้า จะเป็นตัวสะท้อนอนาคตทั้งนี้จะเห็น ได้ว่ามีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทยและในวันนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น การกินตลาดมากขึ้นของผู้ประกอบการรายใหญ่ การเติบโตของอสังหาฯ ต่างจังหวัด และสิ่งสำคัญขนาดยูนิตที่อยู่อาศัยนั้นเล็กลง
"ณ วันนี้ ตลาดเป็นของรายใหญ่มากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขจีดีพีเป็น ตัวผลักดันอสังหาฯ ได้ดีที่สุด รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง พื้นฐาน แต่ทั้งหมดผลักดันให้ตลาดเติบโตเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันส่วนแบ่งตลาดเพิ่มมากขึ้นใน 11 รายใหญ่ในธุรกิจอสังหาฯ จาก 53% เป็น 72%" ไตรเตชะ กล่าว
แสนผิน สุขี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจอสังหาฯ ต้องคิดนอกกรอบ ธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบจะเติบโตได้อย่างมั่นคงนั้นนวัตกรรมมีส่วนสำคัญ สิ่งแรกคือกลับมารุกธุรกิจแนวราบ ซึ่งเป็นพื้นฐานอสังหาฯ ส่วนคอนโดเป็นสิ่งที่เสริมในอนาคตจะช่วยขยายตลาด ตลาดต่างจังหวัดจะมีความสำคัญจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟความเร็วสูง เขตเศรษฐกิจพิเศษ
"สิ่งที่ทำให้เราขายดีกว่าโครงการอื่นนั้นจะต้องมาจากแนวความคิด ที่ทำให้เกินความคาดหวังของลูกค้า จึงเป็นที่มาของการทำนวัตกรรมทาวน์ เฮาส์คือ โลเกชั่น ทำเลเราพยายาม หาทำเลในทำเลรอง เช่น มีวัด เสาไฟฟ้าแรงสูง แต่เขาแคร์เรื่องทำเลมากกว่า ขณะเดียวกัน ลูกค้าปัจจุบันนั้นเปลี่ยนใจง่าย ถ้าค่อยๆ ขายอาจจะมีการยกเลิกภายหลัง รวมแบงก์ปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 40% จึงต้องขายเผื่อไว้ล่วงหน้าด้วย" แสนผิน กล่าว
เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า การ ทำธุรกิจอย่าฝืนโลก เพราะโลกนั้นเปลี่ยนแล้ว ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเยอะมาก คนรุ่นใหม่เน้น เทรนด์ทางด้านสุขภาพ ในอนาคตต้องเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย ขนาดของที่อยู่อาศัยจะเล็กลง ซึ่งเทรนด์ทางด้านสุขภาพทำให้บริษัทจะต้องปรับตัวมาเป็นแบรนด์ที่คนสามารถจับต้องได้ง่ายขึ้น โดยในไตรมาสแรกปีหน้าจะประกาศรุกทางด้านเทคโนโลยีอีก 5-6 รายการ
ขณะที่ตลาดประเทศไทยมีขนาดเล็กจีดีพีโตแค่ 2-3% เรายอดขาย 3 หมื่นกว่าล้านบาท ต่างจังหวัดที่ขายได้ก็เชียงใหม่ อุดรธานี ขอนแก่น ภูเก็ต จึงต้องไปหาตลาดต่างประเทศซึ่งก็มียอดขาย 25% โดยที่ ฮ่องกง จีน ไต้หวัน บริษัทมีออฟฟิศที่นั่นแล้ว
ในปี 2561 ซึ่งคาดว่าตลาดจะกลับมาสู่เส้นทางที่สดใสอีกครั้งหนึ่ง และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ขึ้น ในตลาดจากสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ซึ่งเชื่อว่าแต่ละบริษัทต้องปรับตัวรับกับการเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้น







