
รู้ใจ
ศุภมิตร ปิติพัฒน์ว่ากันว่าจิตวิทยาเป็นสาขาวิชาที่เรียนแล้วทำให้รู้ใจคน คนเป็นผู้ปกครองและฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองย่อมสนใจความรู้ประยุกต์จากจิตวิทยาและใช้ปฏิบัติการจิตวิทยามาเป็นประโยชน์ในการรักษาหรือหาทางเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ มากกว่าจะพึ่งความรู้ของรัฐศาสตร์และปรัชญาการเมือง หรือถ้าจะพึ่ง ก็จะใช้ไปในทางที่เป็นเครื่องมือโน้มน้าวเพื่อกุมหรือเพื่อเปลี่ยนใจคนในปฏิบัติการทางจิตวิทยาของพวกเขา หรือในการเปิดประเด็นการเมืองกับเรื่องวัฒนธรรมที่ยึดกุมความคิดจิตใจคนที่พวกเขาต้องการจะเปลี่ยนแปลง
ศุภมิตร ปิติพัฒน์
ว่ากันว่าจิตวิทยาเป็นสาขาวิชาที่เรียนแล้วทำให้รู้ใจคน คนเป็นผู้ปกครองและฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองย่อมสนใจความรู้ประยุกต์จากจิตวิทยาและใช้ปฏิบัติการจิตวิทยามาเป็นประโยชน์ในการรักษาหรือหาทางเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ มากกว่าจะพึ่งความรู้ของรัฐศาสตร์และปรัชญาการเมือง หรือถ้าจะพึ่ง ก็จะใช้ไปในทางที่เป็นเครื่องมือโน้มน้าวเพื่อกุมหรือเพื่อเปลี่ยนใจคนในปฏิบัติการทางจิตวิทยาของพวกเขา หรือในการเปิดประเด็นการเมืองกับเรื่องวัฒนธรรมที่ยึดกุมความคิดจิตใจคนที่พวกเขาต้องการจะเปลี่ยนแปลง
นักรัฐศาสตร์หลายคนอาจเสียงดังฟังชัดในการเสนอความคิดเห็นทางการเมืองต่อสาธารณะ และเป็นที่รู้จักในสังคม แต่การทำงานของความรู้ที่ได้จากจิตวิทยาจะปฏิบัติการผ่านกลไกต่างๆ ของมันอย่างเงียบๆ แต่ส่งผลซึมลึกเข้าคลุมหรือเข้าคุมความคิดจิตใจคน เพราะกลไกเหล่านั้นทำงานทุกเมื่อเชื่อวันอยู่ในใจของท่านเธอเราและเขาทั้งหลาย
ความรู้จากจิตวิทยาเป็นความรู้เกี่ยวกับกลไกที่ทำงานอยู่ในใจคน ที่ช่วยให้เข้าใจการรับรู้ เข้าใจการคิดใช้เหตุผล เข้าใจการก่อตัวของอารมณ์ความรู้สึกและอคติ เข้าใจวิธีที่จิตใจจัดการกับแรงดลของความปรารถนา ความมุ่งหวัง ความคาดหวัง การตอบสนองต่อสิ่งเร้า และแรงกดดันจากภายในภายนอก เข้าใจกลไกที่เป็นตัวกลางจัดการระหว่างความจริงใน สิ่งที่เห็น กับฐานคิดความเชื่อในใจที่มีอยู่ก่อน เข้าใจการนับสังกัดพวก การแบ่งแยกเราเขา ความถูกถึงพึงใจหรือการมีระยะห่าง และการวินิจฉัยคุณค่าตัดสินถูกผิดดีเลว ที่ส่งผลต่อการแสดงออก ต่อการกระทำ และ ต่อแบบแผนพฤติกรรม
คนที่เข้าใจการทำงานของกลไกต่างๆ ในใจคนดีพอจึงไม่เพียงแต่จะรู้ใจมนุษย์ แต่ยังนำความรู้นั้นไปใช้ติดตามและหาทางชักนำความคิดจิตใจ อารมณ์ความรู้สึก และการกระทำของพวกเขาต่อไป ความต้องการที่จะรู้ใจคนเพื่อที่จะมีอิทธิพลต่อพวกเขาในทางต่างๆ ทำให้จิตวิทยาแตกแขนงย่อยออกไปอีกตามพฤติกรรมคนที่มีด้วยกันหลายด้าน เช่น จิตวิทยาการบริโภค เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม จิตวิทยาศีลธรรม และจิตวิทยาการเมือง
แต่ถ้าอยากรู้ใจมนุษย์จำเพาะกลุ่มให้ดี ความรู้ทางจิตวิทยายังต้องประสานกับความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของกลุ่มนั้นๆ แต่วัฒนธรรมเป็นคำใหญ่โตเกินกว่าจะนำมาขยายในบทความขนาดนี้ได้ อาจง่ายกว่าที่จะพูดว่าคนกลุ่มต่างๆ มีกรอบการรับรู้ในใจที่ปลุกให้เขาเกิดรู้สึกรักชอบชังเฉยต่อสิ่งที่เขาประสบพบเห็น ที่จะปลุกเขาให้ตั้งคำถามหรือต่อต้านต่อเรื่องบางเรื่อง และรับความคิด เหตุผลคำอธิบาย และวิถีปฏิบัติบางอย่างมาคล้อยตามทำตาม อย่างเป็นเห็นเป็นปกติธรรมดา ต่างกลุ่มก็ต่างกรอบ และมีกรอบต่างๆ สำหรับแต่ละเรื่องต่างกันไป
เช่นในทางการเมือง ในใจของคนแต่ละกลุ่มมีกรอบการรับรู้ต่างกัน ที่ส่งผลไม่เหมือนกันต่อความรู้สึกนึกคิด การมองตัวตน การตัดสินใจเลือก และการแสดงออกทางการเมืองของพวกเขาและทำให้คนบางกลุ่มร้องยี้ใส่พรรค การเมืองบางพรรคหรือผู้นำทางการเมืองบางคน แต่รับพรรคการเมืองบางพรรคหรือเรียกหานับญาติกับผู้นำทางการเมืองอีกคนได้โดยสนิทใจ และพร้อมที่จะตั้งแง่กับฝ่ายแรก และเกลื่อนหรือมองข้ามหรือแม้แต่นึกเอ็นดูความไม่สมเหตุสมผลใดๆ ในการกระทำ ในถ้อยแถลง ในคำอธิบายชี้แจงของฝ่ายหลัง
หรือทำให้คนบางกลุ่มเห็นความ ไม่ชอบมาพากล ความอยุติธรรม ความโง่เขลาในเรื่องบางเรื่อง แต่คนกลุ่มอื่นกลับวางเฉยในเรื่องเหล่านั้น และมองไปเห็นความไม่ชอบมาพากล ความไม่ถูกต้องเป็นธรรม หรือความไม่เข้าท่าในอีกทางหนึ่งที่แตกต่างออกไป บางกลุ่มทุ่มเทเสียสละให้แก่การต่อสู้ในบางเรื่องแม้เป้าหมายที่ต้องการบรรลุยังอีกยาวไกลไม่เห็นฝั่ง ในขณะที่บางกลุ่มมีจิตอาสาที่จะออกหน้ามาป้องกันรักษาสิ่งที่มีอยู่ดำรงอยู่แล้ว ไม่อยากเห็นใครและไม่ยอมให้ใครมาเปลี่ยนแปลง
ในการประสานจิตวิทยาเข้ากับการศึกษาความคิดทางการเมืองของคนกลุ่มต่างๆ จิตวิทยาการเมืองสนใจศึกษากลไกจิตวิทยาภายในใจคนเรา ซึ่งไม่ได้มีลำพังแต่การคิดเชิงเหตุผลหรือในเชิงผลประโยชน์เท่านั้น เพื่อดูว่าความคิดทางการเมืองที่ปฏิบัติการอยู่ในกรอบการรับรู้ที่คนกลุ่มหนึ่งๆ ยึดถือแตกต่างกันอยู่นี้ทำงานส่งผลออกมาอย่างไรบ้างต่อพฤติกรรมการแสดงออกและการตัดสินใจทางการเมืองของพวกเขา และพฤติกรรมการแสดงออกเหล่านั้นจะส่งผลอีกต่อหนึ่งอย่างไรต่อพลวัตความขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ระหว่างกลุ่มต่างๆ
และในทางกลับกัน จิตวิทยาการเมืองยังสนใจศึกษาว่ากรอบการรับรู้ทางการเมืองของคนกลุ่มต่างๆ ผนึกคงตัวเหนียวแน่นเพียงใด ดำรงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงยากง่ายอย่างไร ในเงื่อนไขทางการเมืองแบบไหน เช่น ผลของพลวัตทางการเมืองที่นำไปสู่การระดมทางการเมืองเป็นฝักฝ่ายอย่าง เข้มข้น หรือเมื่อสิ่งที่เป็นแก่นแกน อัตลักษณ์ทางการเมืองของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดถูกท้าทายจากกลุ่มอื่นๆ อย่าง ต่อเนื่อง หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ จะตอกย้ำหรือเปลี่ยนตัวตนทางการเมืองและการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ไปอย่างไร ฯลฯ
เขียนมาถึงตอนนี้ ต้องสารภาพว่า ผมเองที่เขียนพินิจการเมืองอยู่ได้ทุกเดือนนี้ ไม่ได้ล่วงรู้ใจคนไทยกลุ่มไหนดีว่ากรอบการรับรู้และตัวตนทางการเมืองของคนแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไรแน่ หรือภายในกรอบการรับรู้และในสำนึกทางการเมืองของแต่ละกลุ่มมีแนวโน้มทางความคิด ทั้งที่เจ้าตัวประจักษ์ชัดแจ้งและที่แฝงซ่อนลึกเลยจิตสำนึกลงไปแบบไหนอะไรบ้าง ผลของความ ขัดแย้งทางการเมืองตลอดทศวรรษ ที่ผ่านมาและความพยายามที่ว่าจะปรองดองในแบบ คสช. เมื่อพิจารณาในทางจิตวิทยาการเมืองดังที่กล่าว มาแล้วได้ผลจริงๆ เป็นอย่างไร
แต่เพราะความไม่รู้นี้เองที่ทำให้ผมเห็นว่าในช่วงเวลาจากนี้ไปเป็นเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาการเมืองของสังคมไทย น่าติดตามผลเหมือนกันว่า เมื่อ "ชาติไทย" ถูกกระหนาบจากฝ่ายที่เห็นว่า Memes ความคิดเกี่ยวกับความเป็นไทยที่บรรจุอยู่ในกรอบ "ชาติไทย" เหนี่ยวรั้งจำกัดประชาธิปไตย และเมื่อฝ่ายที่คุมการจัดอำนาจรัฐในปัจจุบันออกแบบระบบประชาธิปไตยแบบไทยด้วยการใช้ระบบการเลือกตั้งที่เรียกว่า "จัดสรรปันส่วนผสม" ที่ทำให้เสียงข้างมากต้องมาผสมนับกับเสียงข้างน้อยและทุกๆ เสียง และยึดกุมการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติและแนวนโยบายของรัฐไว้ล่วงหน้าแบบบังคับทำ การประชันกันของผลที่ก่อตัวขึ้นจากกระแสพลังตอบโต้กันแบบนี้ จะเปลี่ยนใจคนไทยไปในทางไหน
อีกไม่ช้า เราจะได้รู้กันว่าใครรู้ใจคนไทยและเข้าใจจิตวิทยาการเมืองไทยดีกว่ากัน







