
สินค้าความงามบุกอาเซียน
จะเรียม สำรวจจากแนวโน้มของธุรกิจความงามที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 นี้คาดการณ์กันว่าจะมีอัตราการเติบโตมากถึง 20% จากมูลค่าเกือบ 1 แสนล้านบาท ในปี 2559 และประมาณปี 2563 คาดว่าธุรกิจความงามจะมีมูลค่าสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มคนที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองต่างสนใจที่จะกระโดดเข้ามาชิงส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจนี้ โดยเฉพาะกลุ่มดาราและเซเลบริตี้
จะเรียม สำรวจ
จากแนวโน้มของธุรกิจความงามที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 นี้คาดการณ์กันว่าจะมีอัตราการเติบโตมากถึง 20% จากมูลค่าเกือบ 1 แสนล้านบาท ในปี 2559 และประมาณปี 2563 คาดว่าธุรกิจความงามจะมีมูลค่าสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มคนที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองต่างสนใจที่จะกระโดดเข้ามาชิงส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจนี้ โดยเฉพาะกลุ่มดาราและเซเลบริตี้
ความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้กลุ่มธุรกิจที่รับจ้างผลิตสินค้าความงามได้รับอานิสงส์ในด้านของรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน และเพื่อให้ลูกค้าเลือกที่จะเข้ามาใช้ผลวิจัยสูตรสินค้าของตัวเอง ผู้ผลิตสินค้าความงามจึง ต้องพยายามหาความแตกต่างในด้าน ของสูตรสินค้าและบริการ ปัจจุบันส่วนใหญ่จะหันมาแข่งขันในด้านของบริการ ที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ แต่ละบริษัทยังมองหาโอกาสจากการขยายธุรกิจไปในตลาด ต่างประเทศ ประเทศที่ให้ความสนใจ คือ ประเทศเพื่อนบ้านในซีแอลเอ็มวี เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้มีความชื่นชอบในสินค้าไทย ขณะเดียวกันกลุ่มดาราและเซเลบริตี้ของประเทศเพื่อนบ้านยังให้ความสนใจจะทำแบรนด์ธุรกิจความงามเป็นของตัวเองมากขึ้นเช่นกัน จึงทำให้ ผู้ผลิตสินค้าความงามในประเทศไทย เล็งเห็นโอกาสที่จะเข้าไปขยายธุรกิจ ความงามในตลาดเพื่อนบ้าน
อัครภัสสร์ ชนะจินดาโสภณ ประธานกรรมการ บริษัท ทีเอฟ คอสเมโทโลจี (ประเทศไทย) กล่าวว่า หากพูดถึงกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ปัจจุบันบริษัทมีกลุ่มลูกค้าในประเทศต่างๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา หรือเวียดนาม จากเดิมกลุ่มลูกค้าจะเป็นการรับสินค้าจากแบรนด์ของผู้ประกอบการไทย นำเข้าไปจำหน่าย แต่ปัจจุบันเซเลบริตี้ และดาราในกลุ่มประเทศดังกล่าวมีความต้องการที่จะมีแบรนด์เป็นของตัวเองมากขึ้น จึงทำให้บริษัทต้องหันไปตั้งสำนักงานในตลาดต่างประเทศ เพื่อความสะดวกในการติดต่อประสานงาน
สำหรับประเทศที่บริษัท ทีเอฟฯ ให้ความสนใจเข้าไปตั้งสำนักงานเบื้องต้นมี 2 ประเทศ คือ ลาวและเวียดนาม ในส่วนของเวียดนามปัจจุบันได้เข้าไปตั้งสำนักงานไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนลาวอยู่ระหว่างดำเนินการเข้าไปตั้งสำนักงาน ในเมืองเวียงจันทน์ นอกจากจะให้ความสนใจเข้าไปตั้งสำนักงานแล้ว ในอนาคตยังมีแผนที่จะเข้าไปสร้างโรงงานผลิตสินค้าอีกด้วย หากลูกค้าให้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี
ปัจจัยที่ทำให้บริษัท ทีเอฟฯ เล็งเห็นโอกาสในการเข้าไปขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนมากขึ้น นอกจากจะมีปัจจัยในเรื่องของบรรดาดาราและเซเลบริตี้ของประเทศต่างๆ ให้ความสนใจทำแบรนด์สินค้าของตัวเองมากขึ้นแล้ว การที่ตลาดความงามอาเซียนในปัจจุบันมีมูลค่า สูงถึง 5 แสนล้านบาท ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยให้รุกเข้าไปขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนอย่างจริงจัง
ด้านบริษัท รีโว่เมด (ไทยแลนด์) ผู้ผลิตครีม เครื่องสำอาง เวชสำอาง และอาหารเสริมแบบครบวงจร ก็ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ให้ความสนใจจะเข้าไปขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดอาเซียน เนื่องจากผู้บริโภคมีความชื่นชอบในสินค้าแบรนด์ไทย
วาสนา อินทะแสง ประธานบริหาร บริษัท รีโว่เมด (ไทยแลนด์) กล่าวว่าแนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าในตลาด ต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศลาว กัมพูชา และเวียดนาม เนื่องจาก กลุ่มประเทศดังกล่าวมีความชื่นชอบในสินค้าความงามของไทย จากแนวโน้มที่ดีดังกล่าวส่งผลให้สินค้าที่ลูกค้าของบริษัทผลิตเข้าไปจำหน่ายได้ผลการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
จากผลการตอบรับที่ดีดังกล่าว ทำให้บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มบริการใหม่ๆ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าจากประเทศดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมบุคลากรที่มีสามารถสื่อสารในภาษาดังกล่าวได้นอกเหนือจากการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีภาษาของประเทศนั้นๆ หรือการพัฒนาเว็บไซต์ให้มีหลากหลายภาษา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
ปัจจุบัน บริษัท รีโว่เมดฯ มีสัดส่วนรายได้ที่มาจากกลุ่มลูกค้าต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 3% แต่หลังจากมีการขยายฐานลูกค้าในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น คาดว่าภายในปี 2563 จะสามารถเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่มาจากกลุ่มลูกค้าต่างประเทศเป็น 10%
โอกาสทางธุรกิจที่มีอยู่มากมาย เพื่อให้เข้าไปชิงส่วนแบ่งการตลาดในอาเซียน ปัจจุบันมีมูลค่าถึง 5 แสนล้านบาท เชื่อว่าคงมีอีกหลายผู้ประกอบการที่จะหันเข้าไปขยายธุรกิจในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มดาราและเซเลบริตี้ แต่จากแบรนด์สินค้าที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในตลาด หากสินค้าที่ผลิตออกมาไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า และมีการทำการตลาดไม่ดี ธุรกิจก็อาจพบกับความ ล้มเหลวได้ เห็นได้จากสินค้าหลายแบรนด์ที่เข้ามาในตลาดได้ไม่นานแล้วหายไปก็มีให้เห็นอยู่มากเช่นกัน







