
แนะอาเซียนใช้ดิจิทัล ผลักดันสมาร์ทเนชั่นส์
เรื่อง | เคลาส์ แอนเดอร์เซ่น ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการของ เอสเอพี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภูมิภาคอาเซียน ได้เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการก่อตั้งไปในปีที่ผ่านมา หนึ่งในความสำเร็จของภูมิภาคคือการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้เกิดการรวมตัวทางเศรษฐกิจของ 10 รัฐสมาชิกเข้าด้วยกัน สิ่งนี้ได้เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งผลกระทบดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้นในปีต่อๆ ไป
เรื่อง | เคลาส์ แอนเดอร์เซ่น ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการของ เอสเอพี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภูมิภาคอาเซียน ได้เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการก่อตั้งไปในปีที่ผ่านมา หนึ่งในความสำเร็จของภูมิภาคคือการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้เกิดการรวมตัวทางเศรษฐกิจของ 10 รัฐสมาชิกเข้าด้วยกัน สิ่งนี้ได้เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งผลกระทบดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้นในปีต่อๆ ไป
ศักยภาพของอาเซียนนั้นมีอยู่มาก ด้วยจำนวนประชากร 630 ล้านคน (มากกว่าครึ่งหนึ่งมีอายุน้อยกว่า 30 ปี) และมูลค่าตลาดผู้บริโภคที่มีมูลค่าถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อาเซียนกำลังจะกลายเป็นดาวรุ่งสำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดยเป็นภูมิภาคที่มีระบบเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 7 ของโลก
อย่างไรก็ตาม ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและผันผวน การเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลกำลังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ รัฐบาล และประชาชน อาเซียนต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ ซึ่งจะทดสอบความเข้มแข็งของรัฐบาล เช่น วัฏจักรธุรกิจและวงจรชีวิตของเทคโนโลยีกำลังเคลื่อนที่เร็วขึ้น การเพิ่มจำนวนขึ้นของแพลตฟอร์มที่พลิกโฉมโลกของเรา และส่งผลกระทบต่อการให้บริการ การใช้ Data Analytics เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน การเพิ่มจำนวนขึ้นของเทคโนโลยี เช่น Artificial Intelligence (AI), Machine Learning (ML) และ Robotics และการที่เทคโนโลยีเหล่านี้กลายเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับภาครัฐบาล รวมไปถึงภัยคุกคามอย่างต่อเนื่องของการรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์
ขณะที่การเปลี่ยนแปลงกระบวน การต่างๆ ให้เป็นดิจิทัล (Digitization) ได้เปลี่ยนโฉมโลกอย่างมาก มันยังสามารถเป็นวิธีการที่มีศักยภาพในการแก้ปัญหาหลักๆ บางอย่างของอาเซียนได้ด้วยเช่นกัน ทั้งยังส่งผลไปถึงภาคธุรกิจ ประชาชน และรัฐบาลเพื่อนำมาซึ่งการเติบโต ตำแหน่งงานใหม่ๆ และการส่งมอบบริการใหม่ๆ
การที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ภาครัฐบาลในอาเซียนควรมุ่งหน้าสู่การเป็น "ระบบอัจฉริยะ (Intelligentization)" ที่ฉลาด เชื่อมต่อถึงกัน มีความแพร่หลาย และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในสังคมได้ ธนาคารโลกได้ให้คำแนะนำว่า การเปลี่ยนแปลงกระบวนการต่างๆ ให้เป็นดิจิทัลนั้น ต้องเป็น "วาระการประชุมทั้งหมดของรัฐบาล" และไม่สามารถทำได้แบบแยกภาคส่วน
การเปลี่ยนแปลงกระบวนการต่างๆ ให้เป็นดิจิทัลสามารถเร่งการเติบโตของประเทศต่างๆ ได้ เนื่องจากเป็นการช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ทั้งยังช่วยพัฒนาการให้บริการแก่ประชาชนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถาบันต่างๆ
ดังนั้น เพื่อเพิ่มความเร็วของการเปลี่ยนแปลงกระบวนการต่างๆ ให้เป็นดิจิทัล ภาครัฐบาลในอาเซียนจำเป็นต้องลงทุนในการทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงแยกแยะปัญหาด้านกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ เพื่อทำให้การเปลี่ยนแปลงกระบวนการต่างๆ ให้เป็นดิจิทัลเป็นไปได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น
ปัจจุบัน สิงคโปร์และประเทศไทยเป็นผู้นำในด้านอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง และอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ความเร็วสูง ข่าวดีคือ ประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ล้วนมีการลงทุนในการพัฒนาเครือข่ายบรอดแบนด์ และโครงการสมาร์ทซิตี้ต่างๆ ในประเทศของตนอย่างเข้มข้น
วิธีที่ดีที่สุดที่ภาครัฐบาลสามารถรับมือได้จากความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัล คือ การพยายามเปลี่ยนแปลงทั้งประเทศให้กลายเป็นประเทศ Smart Nation อันประกอบไปด้วยเมืองสมาร์ทซิตี้จำนวนมาก
เมืองสมาร์ทซิตี้และประเทศสมาร์ทเนชั่นส์เกิดขึ้นได้จากดาต้า การมีส่วนร่วม และการร่วมมือกัน การรวบรวมทั้ง 3 ปัจจัยนี้เข้าด้วยกัน ภาครัฐบาลจะสามารถดูแลรับใช้ประชาชนได้แบบ 360 องศา ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสิงคโปร์ได้สร้างระบบบัญชีกลางบริการภาครัฐสิงคโปร์ หรือ SingPass ซึ่งปัจุบันมีผู้ใช้งานอยู่ 3.3 ล้านบัญชี ซึ่งช่วยให้สิงคโปร์สามารถขยายข้อมูลดิจิทัลของผู้ใช้งานไปได้มากถึง 220 การให้บริการทั่วทั้งหมด 80 หน่วยงาน
สำหรับ อินโดนีเซีย ต้องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เช่น Big Data และ AI ในการตรวจจับการโกงภาษี โดยไม่ต้องใช้เลขรหัสประจำตัว ส่วนเมืองสมาร์ทซิตี้อย่างจาการ์ตา รัฐบาลอินโดนีเซียใช้ดาต้าจากชุมชนเพื่อช่วยธุรกิจสตาร์ทอัพ และพวกเขากำลังสร้างแอพพลิเคชั่นที่จะช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชน
ในขณะที่การเชื่อมต่อยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับกลุ่มประเทศในอาเซียน และปัญหาช่องว่าด้านทักษะก็ยังคงรอรับการแก้ไข แน่นอนว่า Big Data, Analytics และ AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจของอาเซียนไปได้อย่างสิ้นเชิง โดยการรวมเอากระบวนการในการทำธุรกรรมและการวิเคราะห์ข้อมูลเข้าไว้ด้วยกัน และผนวกเข้ากับแหล่งความรู้ของหน่วยงานทั้งหมดไว้ในแพลตฟอร์มเดียวกัน
เอสเอพีเชื่อว่า องค์กรต่างๆ สามารถเปลี่ยนดาต้าให้กลายเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้งานต่อได้ สิ่งนี้จะช่วยให้การตัดสินใจต่างๆ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และก่อให้เกิดข้อมูลเชิงลึกที่คาดการณ์ได้ เมื่อมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น หน่วยงานต่างๆ จะมีความคล่องตัวและตอบสนองได้เร็วขึ้น ทั้งยังสามารถเพิ่มโซลูชั่นที่เชื่อมต่อกันเพื่อแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ได้โดยไม่รบกวนการดำเนินงานต่างๆ
เอสเอพี ในฐานะองค์กรระดับโลก มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ภาครัฐบาลเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลจากตัวอย่างที่ดีที่สุด โดยใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ซึ่งรวมถึง Analytics, In-Memory Computing และคลาวด์ เช่นเดียวกับวิธีการมีส่วนร่วมกับประชาชน เช่น การออกแบบวิธีการคิดเพื่อช่วยแก้ไขความท้าทายที่ยากต่างๆ ในภาครัฐบาล
จนถึงปัจจุบัน เอสเอพีได้ทำงานร่วมกับลูกค้าจากภาครัฐบาลมากกว่า 1.58 หมื่นราย ซึ่งรวบรวมประสบการณ์ด้านอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมกับความเชี่ยวชาญในการให้บริการประชาชน รวมทั้งได้ส่งมอบโซลูชั่นต่างๆ ให้กับหน่วยงานรัฐบาลที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติถึง 58% เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน n







