
จีนเร่งคุมหนี้รอบทิศ หวังปัดเป่าวิกฤตการเงิน
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ หลังประกาศให้การสร้างเสถียร ภาพระบบการเงินและการเร่งลดภาระหนี้สินเป็นวาระสำคัญของรัฐบาลในปีนี้ รัฐบาลจีนได้เผยมาตรการลดความเสี่ยงหนี้สินออกมาเป็นระลอก เพื่อฉุดรั้งไม่ให้จีนตกไปสู่ขอบเหวแห่งวิกฤตการเงิน ท่ามกลางหนี้สินที่พุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนไปอยู่ที่ 260% ของขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) โดยบลูมเบิร์กคาดการณ์ว่าหนี้สินของจีนอาจพุ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ จนไปอยู่ที่ 327% ของจีดีพี ภายในปี 2022
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
หลังประกาศให้การสร้างเสถียร ภาพระบบการเงินและการเร่งลดภาระหนี้สินเป็นวาระสำคัญของรัฐบาลในปีนี้ รัฐบาลจีนได้เผยมาตรการลดความเสี่ยงหนี้สินออกมาเป็นระลอก เพื่อฉุดรั้งไม่ให้จีนตกไปสู่ขอบเหวแห่งวิกฤตการเงิน ท่ามกลางหนี้สินที่พุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนไปอยู่ที่ 260% ของขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) โดยบลูมเบิร์กคาดการณ์ว่าหนี้สินของจีนอาจพุ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ จนไปอยู่ที่ 327% ของจีดีพี ภายในปี 2022
ปัญหาหนี้สินท่วมท้นจนเสี่ยงสั่นคลอนระบบการเงิน ทำให้จีนเร่งเครื่องคุมหนี้สินรอบทิศทางตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยความเคลื่อนไหวใหญ่สุดที่ทางการตั้งความหวังให้มาเป็นตัวพลิกเกมล้างหนี้นั้นคือ แนวทางการควบคุมผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับในวันที่ 30 มิ.ย. 2019 และเป็นการผนึกกำลังกันระหว่างธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) กับ 4 หน่วยกำกับดูแลทางการเงินที่ควบคุมภาคธนาคาร หลักทรัพย์ ประกันภัย และการแลกเปลี่ยนเงินตรา ในการออกมาตรการร่วมกันเป็นครั้งแรก
แนวทางใหม่พุ่งเป้าไปที่ "ธนาคารเงา" (Shadow Banking) โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ขับเคลื่อนให้หนี้สินของจีนพอกพูนขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผ่านมา
แม้การเติบโตของธนาคารเงาดูเหมือนจะชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา โดย มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เปิดเผยในรายงานเดือน พ.ย.ว่า ภาคธนาคารเงาจีนแทบไม่ขยายตัวเลยจาก 64.4 ล้านล้านหยวน (ราว 318 ล้านล้านบาท) ในช่วงสิ้นปี 2016 ไปอยู่ที่เพียง 64.7 ล้านล้านหยวน (ราว 320 ล้านล้านบาท) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2017 แต่หนี้คงค้างในระบบธนาคารเงาของจีนยังคงไม่หายไปไหน และปรับขึ้นมาอยู่ที่ 102 ล้านล้านหยวน (ราว 504 ล้านล้านบาท) ในช่วงสิ้นปีที่แล้ว จากการที่สถาบันการเงินหา ช่องทางไปทำกิจกรรมสีเทาต่างๆ นอกงบการเงิน เช่น การออกผลิตภัณฑ์การเงินบางประเภทไปจนถึงการปล่อยกู้แบบ P2P โดยกิจกรรมดังกล่าวเพิ่มขึ้นมา 18.2% ในไตรมาส 3 ปีนี้ เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้วยเหตุนี้ จีนจึงออกแนวทางล่าสุดเพื่ออุดช่องโหว่เหล่านี้ โดยเริ่มตั้งแต่ที่ต้นตอการก่อสร้างธนาคารเงาคือ "ผลิตภัณฑ์บริหารจัดการสินทรัพย์" (AMP) ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์บริหารจัดการความมั่งคั่ง (WMP) ที่เป็นแหล่งเงินทุนหนุนการเติบโตของธนาคารเงาในช่วงที่ผ่านมา โดยห้ามบริษัทนอกภาคการเงินออก AMP และห้ามบริษัท "ซอมบี้" ที่ติดหนี้มหาศาลและไม่สามารถทำผลกำไรเพิ่มได้ลงทุนใน AMP
นอกจากนี้ ทางการยังกำหนดให้สถาบันการเงินต้องให้ผลตอบแทน AMP อ้างอิงกับมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) เนื่องจากจะช่วยสะท้อนผลการดำเนินงานและความเสี่ยงต่างๆ ได้ดีกว่าตามการเคลื่อนไหวของตลาด แทนการกำหนดอัตราผลตอบแทนแบบเจาะจง หรือรับประกันการจ่ายผลตอบแทนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแบบตายตัว
ในปัจจุบันสถาบันการเงินกำหนดอัตราผลตอบแทน WMP ที่กว่า 5% สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารทั่วไปที่ให้ผลตอบแทนเพียง 2-3% เพื่อหวังดึงดูดเงินนักลงทุน โดยการเสนอผลตอบแทนสูงดังกล่าวทำให้สถาบันการเงินต่างๆ ต้องหาทางกระจายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูง ที่มีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้มากกว่าปกติ เพื่อหาเงินมาจ่ายลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
ส่วนในการตัดวงจรการก่อหนี้ต่อจาก AMP และ WMP นั้น แนวทางใหม่กำหนดสัดส่วนการกู้ยืมของ AMP โดยอัตราส่วนสินทรัพย์ทั้งหมดต่อสินทรัพย์สุทธิต้องอยู่ที่ 140% สำหรับกองทุนรวมและอยู่ที่ 200% สำหรับกองทุนส่วนบุคคล รวมถึงห้ามนำตัว AMP ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันขอกู้เงินจากธนาคาร
ขณะเดียวกัน บรรดา AMP จะถูกสั่งห้าม "ลงทุนซ้อน" ในผลิตภัณฑ์การลงทุนแบบอื่นๆ เพื่อป้องกันการสร้าง "บ่อเงินทุน" ทำให้สถาบันการเงินต่างๆ สามารถกู้ยืมเงินจากผู้ออกผลิตภัณฑ์การเงินรายอื่น หรือโยกย้ายเงินจากกองทุน AMP ต่างๆ มาใช้ยืดเวลาการครบกำหนดไถ่ถอน AMP
ทั้งนี้ การสร้างบ่อเงินดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงการเปิดกองทุนที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูงสำหรับใช้ลงทุนเก็งกำไรในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาและการปล่อย สินเชื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์จีนปรับตัวขึ้นสูงมากในช่วงก่อนหน้านี้จนเสี่ยงเกิดภาวะฟองสบู่แตก
ข้อมูลล่าสุดจากพีบีโอซี ระบุว่า แม้ยอดการปล่อยสินเชื่อในภาคอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวชะลอลง แต่ยอดเงินกู้ค้างชำระในภาคส่วนดังกล่าวปรับขึ้น 22.8% เมื่อเทียบรายปีมาอยู่ที่ 31.1 ล้านล้านหยวน (ราว 153 ล้านล้านบาท) เมื่อสิ้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
ในการบรรเทาหนี้สินดังกล่าว จีนจึงออกมาตรการอีกชุดหนึ่งเมื่อวันที่ 22 พ.ย. เพื่อนำมาใช้ดูแลตลาดอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม นอกจากการเข้มกฎระเบียบการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองต่างๆ อย่างที่เคยทำมาโดยตลอด ด้วยการห้ามบรรดากองทุนสนับสนุนเงินทุนเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์อย่างผิดกฎหมาย และจะเพิ่มการดูแลการจัดสรรเงินทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ในระดับ ใกล้เคียงกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ
ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังออกมาตรการคุมเข้มการปล่อยกู้แบบ P2P ที่เป็นส่วนหนึ่งของธนาคารเงา โดย พีบีโอซีจะสั่งห้ามการออกใบอนุญาตใหม่ให้ผู้ให้บริการ P2P แบบออนไลน์ ซึ่งมีผลบังคับในทันทีในวันที่ 21 พ.ย. อีกทั้งระบุให้ธุรกิจ P2P ที่มีสำนักงานจำกัดวงเงินการให้บริการภายในพื้นที่ที่กำหนด
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแพลตฟอร์ม P2P เพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง ไปอยู่ที่ราว 200 รายในจีน โดยการปล่อยกู้แบบ P2P ออนไลน์ที่เข้าถึงง่ายนั้น มีส่วนทำให้ยอดสินเชื่อบุคคลที่ค้างชำระในจีนขยายตัวขึ้นเกือบ 2 เท่า ไปอยู่ที่ 1.49 ล้านล้านหยวน (ราว 7.37 ล้านล้านบาท) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2017
การเข็นมาตรการใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องที่มีความครอบคลุมเบ็ดเสร็จดังกล่าวของทางการจีน จึงเป็นความหวังสำคัญในการพาจีนไปสู่ยุคใหม่แห่งการบรรเทาภาระหนี้สิน และสะท้อนถึงความเอาจริงเอาจังของจีนในการจัดการปัญหาเรื้อรังของประเทศก่อนที่จะสายเกินไป







