posttoday
‘อยุธยา’ทำเลฮอต ผุดที่อยู่อาศัยรับนิคมฯ

‘อยุธยา’ทำเลฮอต ผุดที่อยู่อาศัยรับนิคมฯ

16 พฤศจิกายน 2560

โชคชัย สีนิลแท้ ผลการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยใน จ.พระนครศรีอยุธยา ของบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้พบว่าทำเลนี้มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นรองรับนิคมอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง หนุนอสังหาริมทรัพย์เติบโตโดยเฉพาะโครงการแนวราบ

โชคชัย สีนิลแท้

ผลการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยใน จ.พระนครศรีอยุธยา ของบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้พบว่าทำเลนี้มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นรองรับนิคมอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง หนุนอสังหาริมทรัพย์เติบโตโดยเฉพาะโครงการแนวราบ

อนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯ ในพื้นที่พระนครศรีอยุธยาพบว่ามีแนวโน้มเติบโตอย่าง น่าสนใจ เนื่องจากเป็นพื้นที่ศูนย์กลางการเชื่อมต่อการเดินทางไปยังภาคเหนือและภาคอีสาน และยังเป็น ที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้มีผู้คนย้ายเข้ามาในพื้นที่นี้เป็นจำนวนมากและมีความต้องการที่อยู่อาศัยในทิศทางที่เพิ่มมากขึ้นจากกลุ่มอุปสงค์หลัก ทั้งกลุ่มคนในท้องถิ่น รวมไปถึงแรงงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ย้ายมาทำงานในนิคมอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังมีแรงขับเคลื่อนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ซึ่งคาดว่าจะเร่งดำเนินการในปลายปี 2560 เข้ามาเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากบริษัทต่างๆ ในพื้นที่พระนครศรีอยุธยาเพิ่มมากขึ้นและจะก่อให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ภาพของตลาดอสังหาฯ พื้นที่พระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีการพัฒนาอสังหาฯ ในรูปแบบทาวน์เฮาส์ 55% บ้านเดี่ยว 40% และคอนโดมิเนียม 5% โดยโครงการใหม่ที่เปิดขายในช่วงเดือน มิ.ย. 2559-พ.ค. 2560 มีทาวน์เฮาส์ จำนวน 503 ยูนิต สามารถขายได้แล้ว 73% บ้านเดี่ยว จำนวน 357 ยูนิต ขายไปแล้ว 51% และคอนโดมิเนียม จำนวน 294 ยูนิต ขายไปแล้ว 70% ซึ่งตลาดทาวน์เฮาส์เป็นที่ต้องการของตลาดมากที่สุด โดยเฉพาะโซนนิคมอุตสาหกรรม ทำให้มีกลุ่มแรงงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงประชาชนในท้องถิ่นต้องการซื้ออสังหาฯ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย โดยทาวน์เฮาส์ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ได้รับการตอบรับดี มีอัตราการดูดซับเฉลี่ยอยู่ที่ 6.8-8 ยูนิต/เดือน/โครงการ

ขณะที่ตลาดบ้านเดี่ยว ส่วนใหญ่เน้นพัฒนาบ้านเดี่ยวระดับกลางที่ราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท อัตราการดูดซับเฉลี่ยอยู่ที่ 6.9 ยูนิต/เดือน/โครงการ ส่วนโซนและราคาอื่นๆ ที่ยังพอไปได้ คือ โซนนิคมอุตสาหกรรมที่ราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท อัตราการดูดซับเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 ยูนิต/เดือน/โครงการ สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมนั้นก็เริ่มมีอุปทานเข้ามาในตลาด โดยปัจจุบันมีเพียงโครงการเดียว จำนวน 280 ยูนิต

"สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคืออสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่พระนครศรีอยุธยา นอกจากมีนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่แล้ว ยังมีผู้ประกอบการ รายใหญ่จากกรุงเทพฯ เข้าไปทำตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ พฤกษา, แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, วังทองกรุ๊ป โดยเน้นการพัฒนาโครงการแนวราบ เนื่องจากภาพรวม ตลาดอสังหาฯ ในพื้นที่พระนครศรีอยุธยาตอบสนองในรูปแบบแนวราบยังไปได้ดี โดยเฉพาะรูปแบบ ทาวน์เฮาส์ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท" อนุกูล กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่จากกรุงเทพฯ เข้าไปลงทุนในพื้นที่นี้ มาจากการ มีประชากรย้ายถิ่นฐานเข้ามาพร้อมกับการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม และยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ได้แก่ โครงการทางพิเศษสายอุดรรัถยา-พระนครศรีอยุธยา เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งสินค้าจากกรุงเทพฯ ไปพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ซึ่งจะเริ่มในช่วงกรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยาก่อน

วิลาสิณี เดชอมรธัญ รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ เปิดเผยว่า สาเหตุที่เลือกพัฒนาโครงการแรกใน จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง โดยอยุธยาเป็นศูนย์กลางการ เดินทางไปยังภาคเหนือและภาคอีสาน มีประชากรตามสำเนาทะเบียนบ้านกว่า 8 แสนคน และประชากรแฝงที่เข้ามาทำงานอีกกว่า 3 แสนคน เนื่องจาก ที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถึง 5 แห่ง ทำให้มีผู้คนย้ายเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก และมีความต้องการที่อยู่อาศัย ทั้งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ อยู่ใกล้กรุงเทพฯ อีกด้วย

สำหรับซัพพลายในพระนครศรีอยุธยา ส่วนใหญ่ เน้นเปิดโครงการทาวน์เฮาส์ จำนวน 3,072 ยูนิต คิดเป็น 55% ของส่วนแบ่งการตลาดทั้งหมด รองลงมาคือบ้านเดี่ยว 2,249 ยูนิต คิดเป็น 40% ปัจจุบันเหลือขายประเภทละ 700 กว่ายูนิต และคอนโดมิเนียม 294 ยูนิต คิดเป็นส่วนแบ่ง 5% ของส่วนแบ่งการตลาดทั้งหมด

บริษัทจึงได้พัฒนาแบรนด์แนวราบใหม่ รูปแบบมิกซ์โปรดักต์ ประกอบด้วย บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ อยู่ภายในโครงการเดียว ภายใต้ชื่อ "อณาสิริ" เจาะกลุ่มลูกค้าระดับราคาเฉลี่ย 1-3 ล้านบาท ทั้งนี้โครงการตั้งอยู่ อ.เมือง บนเนื้อที่ 40 ไร่ จำนวนทั้งหมด 318 ยูนิต ประกอบด้วยบ้านเดี่ยว จำนวน 74 ยูนิต ราคา 3.99-5 ล้านบาท บ้านแฝด จำนวน 102 ยูนิต ราคา 2.99-3.5 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ จำนวน 142 ยูนิต ราคา 1.89-2.3 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะ ปิดการขายภายใน 2 ปี

พระนครศรีอยุธยา เป็นหนึ่งในพื้นที่รองรับ การขยายตัวของ กทม.ทางฝั่งเหนือ รวมถึงรองรับแหล่งงานขนาดใหญ่ที่ยังมีกำลังซื้อซ่อนอยู่ มหาศาล

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่