
ทุนนอกหนีทรัมป์ ดันบาทแข็งถึงสิ้นปี
กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ทิศทางค่าเงินบาทจากนี้ถึงสิ้นปี 2560 ยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้กรอบไว้ที่ 32.70-33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ จึงตัดสินใจเข้ามาพักเงินทุนในตลาดเกิดใหม่เอเชียรวมทั้งไทย จนทำให้ค่าเงินเอเชียแข็งค่าถ้วนหน้า ประกอบกับการส่งออกดีขึ้นมีเงินดอลลาร์เข้าประเทศมากขึ้น
กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ทิศทางค่าเงินบาทจากนี้ถึงสิ้นปี 2560 ยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้กรอบไว้ที่ 32.70-33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ จึงตัดสินใจเข้ามาพักเงินทุนในตลาดเกิดใหม่เอเชียรวมทั้งไทย จนทำให้ค่าเงินเอเชียแข็งค่าถ้วนหน้า ประกอบกับการส่งออกดีขึ้นมีเงินดอลลาร์เข้าประเทศมากขึ้น
ทั้งนี้ เงินบาทแข็งค่า 8.5% จากต้นปีเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค เป็นรองเพียงเงินวอนเกาหลีใต้ ที่แข็งค่าสุดถึง 8.8% โดยไทยเป็นประเทศที่นักลงทุนชอบจากเศรษฐกิจมีความมั่นคง แนวโน้มดอกเบี้ยขึ้นไม่ทันสหรัฐ ทำให้เห็นเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดพันธบัตรถึง 1.9 แสนล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ไหลเข้าเพียง 6.5 หมื่นล้านบาท และปีนี้เห็นเม็ดเงิน 80% ลงทุนในพันธบัตรระยะยาวขึ้น สะท้อนความเชื่อมั่นไทยอย่างมาก
อย่างไรก็ดี เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อจนถึงไตรมาสแรกของปี 2561 มีโอกาสแตะแข็งค่าสุด 32.20 บาท/ดอลลาร์ หรือแข็งจนกว่าจะมีความชัดเจนในนโยบายปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในไตรมาส 2 ของปี 2561 ซึ่งจะมีผลต่อการใช้จ่ายและเงินเฟ้อของสหรัฐสูงขึ้น
สนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยตามที่ส่งสัญญาณ 3 ครั้ง ทำให้ทุนต่างชาติไหลกลับ กดดันเงินบาทสิ้นปีอ่อนค่าลงไปที่ 34 บาท/ดอลลาร์
"อีกปัจจัยที่เราดูอยู่คือดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูง สะท้อนเศรษฐกิจไม่สมดุลพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไป จากส่งออกและท่องเที่ยวขยายตัวสูง แต่การนำเข้าขยายตัวไม่เท่าเห็นจากลงทุนต่อจีดีพีต่ำมาก โดยปีหน้า คาดว่าลงทุนต่อจีดีพี อยู่ที่ 21% ต่อจีดีพี การออมอยู่ที่ 34% ต่อจีดีพี จึงประเมินดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 3.5-4 หมื่นล้านดอลลาร์ นับว่ายังสูงอยู่และจะเป็นตัวถ่วงไม่ให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ามาก" กอบสิทธิ์ กล่าว
กอบสิทธิ์ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทย 9 เดือนแรกขยายตัว 3.8% โดยเฉพาะไตรมาส 3 ที่ขยายตัวถึง 4.3% สูงกว่าคาด ซึ่งมาจากภาคการส่งออกเป็นหลัก คาดว่าไตรมาสสุดท้ายจะขยายตัวใกล้เคียงกัน จึงยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2560 ไว้ที่ 3.8% ส่วนประมาณการเศรษฐกิจปี 2561 ไว้เท่ากันที่ 3.8% แต่ตัวการขับเคลื่อนเปลี่ยนไปเป็นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน แทนการส่งออกที่ชะลอตัวจากฐานสูง
สำหรับปัจจัยสำคัญบวก ได้แก่ การลงทุนภาครัฐที่เริ่มลงเข็มได้ชัดเจน ประกอบกับความชัดเจนการกำหนดวันเลือกตั้งที่สร้างความเชื่อมั่นการบริโภคและการลงทุน รวมทั้งโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่ทำให้เกิดการลงทุนพัฒนาและดึงธุรกิจข้ามชาติ ให้มีความสนใจเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมใหม่
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาคือความผันผวนในการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ ทำให้ตลาดเงินตลาดทุนผันผวนหนักมากจากทุนเคลื่อนย้าย ส่วนการส่งออกที่ผลักดันจีดีพีโตสูงในปี 2560 นั้น มาถึงปี 2561 จะชะลอตัวลง ทั้งจากความต้องการของโลกและราคา โดยเฉพาะโภคภัณฑ์ที่ทรงตัว ขณะที่ความเสี่ยงใหม่ที่ต้องติดตามคือปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ







