
การบริหารความเสี่ยง
สมชาย สกุลสุรรัตน์เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวหลายกระแสออกมาจากผู้บริหารธนาคารกลางของสหรัฐหลายคนรวมทั้งประธานธนาคารกลางของสหรัฐคือ เจเน็ต เยลเลน ที่ให้การต่อรัฐสภาว่า แม้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐยังอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 2 แต่ธนาคารกลางอาจจะมีความจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.ศกนี้ และในปี 2018 อีก 3-4 ครั้ง จากอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันที่อยู่ในช่วง 1-1.25%
สมชาย สกุลสุรรัตน์
เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวหลายกระแสออกมาจากผู้บริหารธนาคารกลางของสหรัฐหลายคนรวมทั้งประธานธนาคารกลางของสหรัฐคือ เจเน็ต เยลเลน ที่ให้การต่อรัฐสภาว่า แม้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐยังอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 2 แต่ธนาคารกลางอาจจะมีความจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.ศกนี้ และในปี 2018 อีก 3-4 ครั้ง จากอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันที่อยู่ในช่วง 1-1.25%
สาเหตุที่ธนาคารกลางสหรัฐอาจจำเป็นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น เพราะธนาคารกลางได้ลงทุนซื้อสินทรัพย์ เช่น ตราสารหนี้ที่มีพันธบัตรรัฐบาลหรือทรัพย์สินจำนองเป็นหลักประกันหนุนหลัง เพื่อช่วยอุ้มสถาบันการเงินที่มีปัญหาตั้งแต่ปี 2008 หรือ ที่เรียกว่ามาตรการคิวอี ทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดทั่วไปลดต่ำเป็นประวัติกาล โดยหวังว่าจะทำให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผลของการ "พิมพ์เงิน" ซื้อหลักทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐทำให้งบดุลของธนาคารกลางขยายตัวโตขึ้นสูงถึง 4.48 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถ้าเขียนเป็นตัวเลขคงยาวเป็นหน้ากระดาษ
การที่งบดุลขยายตัวขนาดนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งปกติ จึงมีแรงกดดันให้ธนาคารกลางต้องลดขนาดงบดุลลงให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง ซึ่งปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่าขนาดของงบดุลที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร
แต่การขายสินทรัพย์ที่ถืออยู่ในตลาดลงจำนวนมากจะทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้นจนเกิดภาวะผันผวน ธนาคารจึงเลือกที่จะค่อยๆ ลดขนาดงบดุลลงโดยไม่ซื้อสินทรัพย์เพิ่มแต่ปล่อยให้สินทรัพย์ที่ถืออยู่ครบกำหนดไถ่ถอนไปตามระยะเวลาพร้อมทั้งทยอยขายหลักทรัพย์ตามความเหมาะสม ทั้งหมดนี้จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดทยอยปรับตัวสูงขึ้น (เพราะตลาดหรือผู้ออกตราสารจะต้องหาเงินมาไถ่ถอนตราสารคืนจากธนาคารกลาง) ไม่ทำให้ตลาดการเงินปั่นป่วน
ที่แน่นอนคือผู้ที่รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจทั้งในรัฐสภาและธนาคารกลางมีความเห็นว่าบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ธนาคารกลางจะต้องลดขนาดงบดุลของตัวเองลง จึงเป็นที่มาของความเชื่อหรือความคาดหมายว่า ธนาคารกลางจะปรับอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. ส่งท้ายปี 2017 และทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก 3-4 ครั้ง ในปี 2018 ตามที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้น
การปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ถ้าเกิดขึ้นจริงตามคาดจะมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยสำหรับธุรกิจและคนอเมริกันสูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกู้จากธนาคารกลางและทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงตามไปด้วย รวมทั้งทำให้ภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งหลายทั้งปวงนี้อาจทำให้เงินทุนจากสหรัฐที่เข้าไปพักแสวงหากำไรอยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาไหลกลับเข้าประเทศ เกิดแรงกดดันที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์ในประเทศปลายทางสูงขึ้นด้วย
ถ้าเป็นจริง(อีก) การไหลออกของทุนจากต่างประเทศที่เจริญแล้วจะกระทบถึงตลาดหุ้นในประเทศที่กำลังพัฒนาที่ได้รับอานิสงส์จากเงินทุนไหลเข้า ต้นทุนสินค้านำเข้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าพลังงาน เช่น น้ำมัน หรือถ่านหิน ก็จะเพิ่มขึ้น
ถ้าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอัตราเงินเฟ้อจะขยายตัว ธนาคารกลางของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนอาจจำเป็นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น เพื่อป้องกันเงินไหลออกและพยุงคำของเงินท้องถิ่น รัฐบาลอาจจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพิ่มรายได้ชดเชยต้นทุนเงินกู้ที่ขยายตัวขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพราะนโยบายคิวอีของธนาคารกลางสหรัฐและประเทศที่พัฒนาแล้วแน่นอน ว่าเมื่อธนาคารกลางสหรัฐปรับลดขนาดงบดุลลงประเทศอื่น เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น ต้องดำเนินรอยตาม ทำให้แรงกดดันที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกเพิ่มขึ้นหลังจากที่กดให้อยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลาสิบกว่าปี
แต่คนที่น่าจะได้รับผลดีจากสถานการณ์ดังกล่าว (ถ้าเกิดขึ้น) คือคนที่มีเงินออมเหลืออยู่ในบัญชี ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นกว่าเดิม ส่วนคนที่สร้างหนี้สินเอาไว้ คงต้องหารายได้เพิ่มขึ้น ลดรายจ่ายลง เพื่อหาเงินจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เพราะธนาคารกลางสหรัฐลดขนาดงบดุล
ทั้งหลายทั้งปวงที่เล่าสู่กันฟังนั้นอาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ที่คงต้องดูทางลมจากประธานาธิบดีที่เอาใจยากอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ เหมือนกันว่าแกจะ ทวีตอะไรออกมาถ้าจะปรับอัตราดอกเบี้ย 3-4 ครั้งจริงในปีหน้า ใครจะตัดสินใจบริหารการเงินและชีวิตของตัวเองอย่างไร คงต้องพิจารณาความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองเอาเองว่า ถ้าเกิดผิดแล้วผลกระทบจะเป็นอย่างไร ถ้ารับความเสี่ยงได้ หรือเกิดความเสี่ยงถูกก็รอดตัว แต่ถ้ารับความเสี่ยงไม่ไหวแล้วเกิดเก็งผิดก็ต้องรับผิดชอบตัวเองและครอบครัวหรือบริวารเอาเอง
นี่แหละครับที่เขาเรียกว่าการบริหารความเสี่ยง จะเลือกทางเลือก ที่ปลอดภัยไว้ก่อนหรือเอารวยไว้ก่อน เรื่องอื่นว่ากันที่หลังเป็นสิทธิส่วนบุคคล
การไม่ทำอะไรเลยก็เป็นทางเลือกหนึ่งครับ ไม่มีใครว่า n







