
‘ทัสชน ลีลาประชากุล’ หุ้นมิใช่เงินลงทุนที่สร้างรายได้ประจำ
เรื่อง บงกชรัตน์ สร้อยทอง ทัสชน ลีลาประชากุล ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ที.ซี.เจ.เอเซีย (TCJ) ผู้ประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออก จำหน่ายเครื่องจักรกลที่ใช้ในงานก่อสร้าง แปรรูป จำหน่ายและติดตั้งสินค้าประเภทเหล็กกล้าไร้สนิม วัย 29 ปี เพิ่งเข้ามาช่วยคุณแม่ "ภัณฑิรา ฉัตรจุฑามาส" ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ดูแลเรื่องธุรกิจที่จะมาต่อยอดจากธุรกิจเดิมคือ งานรับเหมาก่อสร้างโครงการ
เรื่อง บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ทัสชน ลีลาประชากุล ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ที.ซี.เจ.เอเซีย (TCJ) ผู้ประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออก จำหน่ายเครื่องจักรกลที่ใช้ในงานก่อสร้าง แปรรูป จำหน่ายและติดตั้งสินค้าประเภทเหล็กกล้าไร้สนิม วัย 29 ปี เพิ่งเข้ามาช่วยคุณแม่ "ภัณฑิรา ฉัตรจุฑามาส" ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ดูแลเรื่องธุรกิจที่จะมาต่อยอดจากธุรกิจเดิมคือ งานรับเหมาก่อสร้างโครงการ
หนุ่มนักเรียนนอกจากอังกฤษคนนี้มีหลักยึดไว้เสมอคือ "ไม่ใช้เงินเกินตัว" เพราะคุณแม่เริ่มให้บริหารเงินรายเดือนเองตั้งแต่อายุ 12 ปี ส่วนใหญ่เขาก็แบ่งใช้จ่ายเป็นรายสัปดาห์จะใช้จ่ายเฮฮากับเพื่อนบ้าง แต่ชอบเป็นคนเก็บเงินและไม่มีรายจ่ายมากนัก
เริ่มลงทุนเมื่ออายุ 18 ปี ซื้อกลุ่มธนาคารเพราะไม่กล้าซื้อหุ้นอื่น บริษัทแรกคือธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ที่ราคา 80 บาท และถ้าเห็นหุ้นขึ้นไปมากจะเก็บเงินไว้ ยุคนั้นอินเทอร์เน็ตกำลังแรง การซื่้อขายหุ้นออนไลน์ทำได้สะดวกและข่าวสารก็มากขึ้น ทำให้ติดตามความเคลื่อนไหวทั่วโลกได้หมด ถือ KBANK เป็นปีก็ขายที่ราคา 110 บาท เพราะราคาขึ้นมาพอสมควร
"เงินต้นหลักแสนบาท มองว่าแบงก์สะท้อนและล้อไปกับเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจดี ดัชนีหุ้นขึ้น แบงก์ก็ควรต้องตาม ยังไม่ได้ดูการเติบโตสินเชื่อ ไม่ได้ดูเทรนด์ของอุตสาหกรรมอื่น และเข้าซื้อหุ้นเป็นครั้งเป็นคราว และเข้าทีละบริษัท"
เมื่อเริ่มทำงานอายุ 24-25 ปี ลงทุนหุ้นจริงจังมากขึ้น และซื้อเพราะฟังตามข่าวกลุ่มไลน์หรือเพื่อนบอก เป็นหุ้นเล็กหมด อยู่ในวงจรหุ้นเล็กหุ้นปั่นเป็นปี และหุ้นไทยรอบนั้นดัชนีทดสอบไปที่เกือบ 1,600 จุด ซึ่งช่วงแรก 3-4 เดือนแรกได้ เพราะเข้าไปช่วงหุ้นขาขึ้น แต่สุดท้ายต้องมาเจ็บหนักสุดขาดทุน 70% เป็นหุ้นเล็กที่มีแต่คนบอกว่าจะเป็นดาวจรัสแสง จากที่เคยมีกำไรจากหุ้นบริษัทเดียวกันนี้ถึง 50-60% แต่สุดท้ายบริษัทนี้สอนให้เจ็บแล้วจำ ช่วงนั้นมั่นใจเพราะเพื่อนบอกและมีข่าวอย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าไปได้
ช่วงนั้นมีมุมมองผิด "คิดไว้ว่าหุ้นเป็นเงิน Passive Income" ที่จริงหุ้นไม่ใช่แหล่งสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ได้ เพราะถ้าคุณจะชนะตลาดต้องลงทุนอย่างมืออาชีพ หมายถึงต้องออกจากงานประจำแล้วมานั่งลงทุนหุ้น หรือออกมาเป็นเทรดเดอร์และคิดว่าจะมีน้อยคนมากที่ทำงานประจำแล้วจะมีรายได้หลักมาจากหุ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นคือเปลี่ยนมุมมองและศึกษาหุ้นมากขึ้น เริ่มจากดูตัวเลขสำคัญ แม้ไม่ได้ดูในรายละเอียดลงลึกไปถึงงบการเงินแต่ก็ยังต้องให้ความสำคัญดูงบการเงินหลัก เช่น ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) อัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) เมื่อเทียบกับตลาดหรือธุรกิจเดียวกัน แต่หากจะตัดสินใจซื้อคือ "ตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือเทรนด์กำลังจะมา" และจะไม่เข้าลงทุนเมื่อตลาด ขาลง แต่จะเน้นเก็บเงินสดไว้ ไม่ก็จะถือในตัวที่กำไรอยู่เท่านั้น ตัวไหนที่ไม่บวกจะขายตัดขาดทุนทันที เพื่อที่จะรอให้ดัชนีลงต่ำสุด แล้วไปรอเข้าซื้อหุ้นใหญ่ เพราะถ้าหุ้นกลับมา จะมีวงจร เช่น เริ่มจากกลุ่มสื่อสาร พลังงาน และธนาคารหรือเล่นเป็นรอบสำหรับธุรกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจน
จากนั้นก็ผสมกับการดูเทคนิคซึ่งจากที่เคยลงทุนผิดพลาดทำให้ไปเข้าคอร์สเรียนเทคนิค 3 วันเต็ม โดยตอนนี้จะเล่นหุ้นขนาดกลางและใหญ่เท่านั้น หุ้นไม่มีชื่อเสียงไม่เล่นเลย ดูปัจจัยพื้นฐานแล้วก็จะรอมายืนยันจากเทคนิค ถ้ามีการเตือนออกมาชัดเจนจะเข้า เช่น มีสัญญาณเทคนิคหุ้นบางตัวที่เด้ง ก็จะดูว่าอยู่ในอุตสาหกรรมไหน เช่น หลังน้ำท่วมต้องมีหุ้นฟื้น เช่น ลาดยางมะตอย ทำถนน โดยวันแรกที่หุ้นมันเด้งมาก็เข้าไปซื้อตอนนั้น จากนั้นไปดูกราฟ อย่างบางตัวเทคนิคมามูลค่ามาก็ซื้อ แต่ถ้ามูลค่าการซื้อขายไม่มาหรือเทคนิคเสียก็ไม่เอา
ปัจจุบันพอร์ตลงทุนหุ้น 50% ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด หุ้นถือระยะยาว 4 เดือน เพราะจะเล่นเป็นรอบตามอุตสาหกรรม โดยคาดหวังผลตอบแทนต่อปี 30% ซึ่งหลังเปลี่ยนวิธีคิด 3-4 ปี ผลตอบแทนชนะตลาดมาตลอด ได้ผลตอบแทนน้อยที่่สุดคือ 15% ส่วนสินทรัพย์ที่เหลืออีก 50% ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยตรงในธุรกิจส่วนตัว เช่น อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยว n







