
สมดุลอำมาตย์-สมดุลประเทศไทย
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าชนชั้นนำจับมือกันได้?
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าชนชั้นนำจับมือกันได้?
เมื่อ 41 ปีที่ผู้เขียนได้ฟังเลกเชอร์ จากท่านอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช เมื่อครั้งที่เป็นนิสิตปี 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีประโยคหนึ่งที่ผู้เขียนจำติดหู ก็คือ "การเมืองไทยเป็นการเมืองของชนชั้นนำ" ซึ่ง สิ่งนี้เป็นอุปสรรคที่ร้ายแรงที่สุดของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย วิธีแก้ก็คือชนชั้นนำต้อง "แบ่ง" หรือ "กระจาย" อำนาจในกลุ่มชนชั้นนำนั้นลงไปสู่ประชาชน ด้วยการปรับเปลี่ยนทัศนคติของชนชั้นนำให้มีความไว้วางใจประชาชนมากขึ้น คือ ต้องมีความ เชื่อมั่นว่าประชาชนมีความสามารถที่จะดูแลตนเองได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องมีชนชั้นนำของปกป้องคุ้มครองและชี้นำ ในลักษณะของ "สังคมลูกแหง่"
การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ในแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ของ คณะราษฎร กล่าวหาพวกเจ้าอย่างรุนแรงว่า "ทำนาบนหลังคน" คณะราษฎรจะมาสร้างสังคมใหม่ "โลกพระศรีอาริย์จักบังเกิดขึ้นในสังคมไทย" นั่นคือข้อความที่โฆษณาชวนเชื่อแก่คนไทยมาอีกหลายปี เพราะคณะราษฎรนั่นเองก็ "ทำนาบนหลังคนไทย" ต่อเนื่องมาถึงยุคนายทุนขุนศึก ที่เรียกว่า "อำมาตยา ธิปไตย" ตั้งแต่ปี 2490 เป็นต้นมา ที่ระบอบทหารได้ครอบงำการเมืองไทยไว้อย่างเด็ดขาดมาจนถึงเหตุการณ์ วันที่ 14 ต.ค. 2516 ที่นักศึกษาประชาชนได้โค่นล้มระบอบทหารนั้นลง (ชั่วคราว) สังคมไทยก็คาดหวังว่า "ประชาธิปไตย จักบังเกิด" แต่แล้วก็ผิดหวังเพราะนักศึกษานั้นก็พยายามที่จะ "ชี้นำ" ประชาชนมากขึ้นไปอีก จนพากันเข้าป่าเข้ารกในแนวสังคมนิยม เป็นเหตุให้ทหารฟื้นคืนสู่อำนาจในเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519
ภายหลังวันที่ 6 ต.ค. 2519 ชนชั้นนำยิ่งขมวดเกลียวกระชับความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น โดยเฉพาะชนชั้นนำในระบบราชการกับชนชั้นนำในระบบการเมืองทั้งระดับชาติและระดับ ท้องถิ่น ร่วมด้วยกับนักธุรกิจที่เข้ามาเกาะขั้วกับชนชั้นนำทั้งสองพวกนั้น จนกระทั่งกลุ่มธุรกิจต่างๆ เติบโตขึ้นมาเป็นชนชั้นนำทางการเมืองด้วยตนเอง และมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถครอบงำกลุ่มข้าราชการกับนักการเมืองนั้นได้ ดังที่เกิดปรากฏการณ์นี้มาตั้งแต่ยุค "ทุนสามานย์" ในปี 2540 อันสร้างปัญหาทางการเมืองไทยมาจนถึงทุกวันนี้ โดยได้นำมาซึ่งการทำรัฐประหารถึง 2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกำจัดระบอบสามานย์นั้นได้
เมื่อไม่กี่วันก่อนผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับนายทหารที่อยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศท่านหนึ่ง ท่านได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจในเรื่อง "การคงอยู่ในอำนาจ" ของทหารภายหลังการเลือกตั้ง ท่านบอกว่าดูแล้วมีแนวโน้มว่าจะมีการ "กระชับอำนาจ" ให้แข็งแรงมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มชนชั้นนำด้วยกัน ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งจนถึงภายหลังการเลือกตั้ง โดยมีเหตุผลที่พอสรุปได้ดังนี้
ประการแรก ทหารยังมีความเชื่อว่าในระยะเวลานี้ทหารเท่านั้นที่จะเอื้ออำนวยหรือทำให้เกิด "ความมั่นคง" ได้แต่เพียงองค์กรเดียว โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่สังคมไทยยังมีความแตกแยกและขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ เพราะถ้าหากให้ฝ่ายนักการเมืองเข้ามาควบคุมดูแลประเทศก็จะเข้าอีหรอบเดิม คือจะต้องเกิดความวุ่นวายทางการเมืองต่อเนื่องตามมาอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ ทหารจึงต้องวางกลไกในการควบคุมไว้ในทุกระดับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมาจนถึงคณะกรรมการยุทธศาสตร์ และคาดว่าก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทหารคงจะระดมกลไกของรัฐทั้งภาคราชการและมวลชนออกมากระชับอำนาจดังกล่าวนั้นให้มากขึ้นไปอีก
ประการต่อมา ทหารก็ตระหนักดีว่าความมั่นคงทางการเมืองในระยะยาวนั้นคงจะพึ่งทหารเพียงองค์กรเดียวไม่ได้ หรือถ้าเกิดว่าชนชั้นนำในภาคการเมืองสามารถ "จับมือ" กันได้ เช่น หลังเลือกตั้งมีการเสนอชื่อนักการเมืองด้วยกันขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี นั่นก็จะสะเทือนถึงฐานะความมั่นคงทางการทหารและของประเทศด้วย เพราะทหารไม่เชื่อว่านักการเมืองจะสามารถ "สมานสามัคคี" กันไปได้อย่างยั่งยืน เพียงแต่เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวในการประท้วงทหารที่แสดงความ "รังเกียจ" นักการเมืองจนไม่มีที่ยืนในทางการเมือง ทั้งนี้ก็ต้องคอยดูบรรยากาศในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งว่าจะออกมาในรูปแบบใด
ประการสุดท้าย จึงมีความเป็นไปได้ว่าทหารจำเป็นต้องกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองหลายๆ กลุ่ม แม้กระทั่งกับกลุ่มการเมืองเก่าแก่ หรือกลุ่มการเมืองทุนสามานย์ เพราะลำพังกลุ่มการเมืองที่ทหารคิดจะจัดตั้ง หรือกลุ่มการเมืองที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนทหาร ก็ไม่น่าจะมีพลังอำนาจพอที่จะควบคุมมวลชนในทุกพื้นที่ของประเทศได้ แม้ทหารพยายามจะใช้ "ประชารัฐ" สู้กับ "ประชานิยม" แต่ผลที่ได้ในความรู้สึกของมวลชนมีความแตกต่างกัน ในเวลาอันสั้นที่จะมีการเลือกตั้งในปีหน้านี้ทหารอาจจำเป็นที่จะต้องวางยุทธศาสตร์ในการ "ผูกมัด" นักการเมืองกลุ่มต่างๆ ไว้เป็นการ "ชั่วคราว" ไปก่อน
อย่างไรก็ตาม ทหารในช่วงเวลานี้ก็ใช่ว่าจะมีเสถียรภาพ "แข็งปั๋ง" แต่อย่างใดไม่ คณะทหารที่ครองอำนาจอยู่ในเวลานี้ก็ใช่ว่าจะมีอำนาจสืบเนื่องไปอย่าง ราบรื่น ไม่ใช่เฉพาะแต่ปัญหาภายในกองทัพที่ยังคง "คุกรุ่น" อยู่พอควร แต่ยังมีปัจจัย "เหนือกองทัพ" ที่ทหารก็ต้องระมัดระวังในการรักษาสมดุลในส่วนนั้นด้วย เพราะประชาชนไม่ใช่พลังอำนาจของทหารแต่เพียงองค์กรเดียว แต่เป็น "พลังของแผ่นดิน" ทั้งหมด
ทหารพึงดูแล "พลังของแผ่นดิน" นี้ด้วยความไม่ประมาทเถิด







