
ขนส่งยุคดิจิทัล
การจัดทำแผนพัฒนาคมนาคมดิจิทัล 5 ปี (2560-2564) ของกระทรวงคมนาคม มองในหลักการแล้วคือความตั้งใจนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในเรื่องความปลอดภัยกับการแก้ไขปัญหาการจราจรบนท้องถนน
การจัดทำแผนพัฒนาคมนาคมดิจิทัล 5 ปี (2560-2564) ของกระทรวงคมนาคม มองในหลักการแล้วคือความตั้งใจนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในเรื่องความปลอดภัยกับการแก้ไขปัญหาการจราจรบนท้องถนน ตลอดจนการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ปฏิเสธไม่ได้ว่าอนาคตต้องใช้งบประมาณไม่น้อยเพื่อรองรับกับแผนงานต่างๆ ที่ออกมา ซึ่งเห็นด้วยหากจะมีการแก้ไขและพัฒนาเรื่องเหล่านี้ให้เป็นจริงเป็นจัง
แต่สิ่งสำคัญคงต้องพุ่งเป้าไปที่การขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติได้จริงและเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะหน่วยงานในสังกัดจะต้องทำหน้าที่ให้สอดรับกับนโยบายที่ออกมาและควรมีเจ้าภาพในการจัดการให้ชัดเจนด้วย
การกำกับดูแลปัญหาการจราจร โดยการติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ เซ็นเซอร์จับความเร็วเพื่อจับปรับผู้กระทำผิดเพื่อควบคุมความเร็ว ปัจจุบันถนนหลายเส้น รวมถึงทางด่วน ทางยกระดับพิเศษก็มีการติดตั้งไปแล้ว
หากมีการติดตั้งถนนทุกเส้นให้ครอบคลุม หรือทางร่วมทางแยกที่เป็นจุดเสี่ยงก่อให้เกิดการกระทำผิด ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการกำกับพฤติกรรมของผู้ใช้รถยนต์และจะช่วยลดอุบัติเหตุลงได้
ขณะเดียวกันผู้บังคับใช้กฎหมายก็ต้องมีความชอบธรรม ไม่ใช่นโยบายเหล่านี้เป็นช่องทางในการหาประโยชน์อย่างอื่น
กรณีขั้นตอนการออกและต่อใบขับขี่ การต่อทะเบียนรวมถึงการเสียภาษีรถยนต์ ซึ่งในอนาคตตามแผนพัฒนาขนส่ง จะขยายจุดบริการไปในห้างสรรพสินค้า และเพิ่มช่องทางการชำระเงินผ่านร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นอีเลฟเว่นนั้น ขอตั้งข้อสังเกตว่า กรณีของการออกใบขับขี่หรือการต่ออายุ ควรรักษามาตรฐานของการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขับขี่ให้ครบถ้วน ตั้งแต่การสอบข้อเขียน การอบรม และการสอบภาคปฏิบัติ ให้รัดกุม เพราะเป็นด่านแรกที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานของผู้ขับขี่บนท้องถนน
การนำระบบออนไลน์มาปรับใช้แม้ทำให้เกิดความสะดวก แต่ต้องไม่ละเลยจุดที่จะทำให้คุณภาพของคนขับรถยนต์ด้อยลงไป
ส่วนการดูแลจราจรทางอากาศ การแก้ปัญหาความแออัดภายในสนามบินภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งต้องวางแผนแก้ไขให้ได้ในระยะยาวแบบจริงจัง เนื่องจากปัจจุบันส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ต่อการใช้บริการสนามบินค่อนข้างมาก ทั้งๆ ที่ไทยมีเป้าหมายจะเป็นสนามบินนานาชาติ เบื้องต้นมีแผนติดตั้งระบบตรวจสัมภาระแบบ In-line Screening และระบบตรวจสอบวัตถุระเบิด (EDS) รวมทั้งการพัฒนาระบบเคาน์เตอร์เช็กอินร่วม (Common Use) ให้สายการบินใช้เคาน์เตอร์ร่วมกันเพื่อลดเวลาการรอคิวของผู้โดยสารอีกด้วย
สำหรับประชาชนที่ใช้รถโดยสารสาธารณะ ความพยายามในการพัฒนาบริการระบบคมนาคมมีทั้งผ่านการใช้บัตรใบเดียวที่สามารถใช้บริการรถโดยสารได้ทุกประเภท ภายใต้บัตรแมงมุมที่จะใช้เชื่อมต่อรถไฟฟ้าต่างระบบและรถเมล์ ซึ่งตั้งเป้าจะเปิดให้บริการได้ช่วงกลางปี 2561 รวมถึงในระยะยาวเตรียมนำบัตรอัตโนมัติ (อีซี่พาส) ของทางด่วนกับบัตรเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ (เอ็มพาส) ของกรมทางหลวงมาเชื่อมต่อกับบัตรแมงมุมด้วย ซึ่งในทางปฏิบัติหากสามารถยกระดับการให้บริการได้ตามที่วางไว้ จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเมืองได้ไม่น้อย







