posttoday
ตลาดบอนด์จีนระส่ำ หวั่นรัฐคุมการเงินเข้ม

ตลาดบอนด์จีนระส่ำ หวั่นรัฐคุมการเงินเข้ม

15 พฤศจิกายน 2560

นันทิยา วรเพชรายุทธธนาคารแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ (BofAML) ได้สำรวจความเห็นผู้จัดการกองทุนโลกในเดือน พ.ย.นี้ เกี่ยวกับความเสี่ยงหางอ้วน (Tail Risk) หรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้าเกิดแล้วจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดทุนตามมา ซึ่งแน่นอนว่าประเด็นที่น่ากังวลมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเรื่องการปรับทิศทางนโยบายการเงินของแบงก์ชาติขนาดใหญ่ ตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จนถึงธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ว่าอาจตัดสินใจผิดพลาดจนสร้างความเสี่ยงได้ ซึ่งผู้จัดการกองทุนให้น้ำหนักความเสี่ยงนี้ไว้ 27%

นันทิยา วรเพชรายุทธ

ธนาคารแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ (BofAML) ได้สำรวจความเห็นผู้จัดการกองทุนโลกในเดือน พ.ย.นี้ เกี่ยวกับความเสี่ยงหางอ้วน (Tail Risk) หรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้าเกิดแล้วจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดทุนตามมา ซึ่งแน่นอนว่าประเด็นที่น่ากังวลมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเรื่องการปรับทิศทางนโยบายการเงินของแบงก์ชาติขนาดใหญ่ ตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จนถึงธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ว่าอาจตัดสินใจผิดพลาดจนสร้างความเสี่ยงได้ ซึ่งผู้จัดการกองทุนให้น้ำหนักความเสี่ยงนี้ไว้ 27%

ทว่า อีกความกังวัลหนึ่งที่ผู้จัดการกองทุนให้น้ำหนักไม่น้อยหน้ากันถึง 22% ก็คือราคาตราสารหนี้ที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

แม้จะอยู่ในหัวข้อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ดูเหมือนว่าในขณะนี้ความกังวลต่อตลาดบอนด์ดูจะไม่ใช่เรื่องที่เกินความจริงแต่อย่างใด โดยเฉพาะในฝั่ง "จีน" ที่บอนด์ยิลด์ได้พุ่งทะลุเกิน 4% ไปเรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนอายุ 10 ปี ได้ไต่ระดับขึ้นไปทุบสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปี โดยทะลุระดับ 4% ไปเรียบร้อยก่อนที่จะลดลงมาเล็กน้อยอยู่ที่ 3.96% เมื่อช่วงเช้าวานนี้

แม้ว่าโดยปกติแล้วภาวะตลาดหุ้นที่เติบโตอย่างร้อนแรงมักจะอยู่ตรงข้ามกับตลาดบอนด์ความเสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรรัฐบาล แต่ในกรณีของจีนนั้น นักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างเริ่มจับสัญญาณกันว่านี่ไม่ใช่เรื่องราคาขึ้นลงตามปกติ และยังอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเทขายออกจากตลาดจีนตามมา

ภาวะที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดบอนด์จีนนั้น เป็นผลพวงโดยตรงมาจากมาตรการควบคุมความเสี่ยงในภาคการเงินของรัฐบาล ตามนโยบายของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ที่ต้องการรักษาเสถียรภาพมากกว่าเน้นเติบโตแบบฟองสบู่

ที่ผ่านมา "ธนาคารพาณิชย์" ถือเป็นกลไกหลักที่กุมทิศทางของตลาดตราสารหนี้จีนเอาไว้ โดยในปี 2014 ธนาคารต่างๆ ได้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลในสัดส่วนสูงทุบสถิติที่ 70% แต่ในปัจจุบันสัดส่วนการถือครองได้ลดลงจนเหลืออยู่ที่ 66% หรือต่ำสุดในรอบ 5 ปีมานี้ และคาดว่ายังอาจลดลงได้อีก

ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าธนาคารในจีนไม่ได้ร่ำรวยอู้ฟู่เหมือนแต่ก่อนที่จะเอาเงินไปทุ่มซื้อบอนด์ได้เหมือนในอดีต นอกจากเงินฝากจะลดลงต่อเนื่องเพราะชาวจีนรายย่อยนำเงินไปลงทุนมากขึ้นแล้ว แบงก์ก็ยังเจอการควบคุมเรื่องการขายผลิตภัณฑ์ความมั่งคั่งที่เข้มข้นขึ้น โดยเป็นผลกระทบทางอ้อมจากมาตรการของรัฐที่ต้องการควบคุมธนาคารเงา (Shadow Banking)

แต่ผลกระทบของมาตรการรัฐที่มีต่อแบงก์จีนโดยตรงกว่าก็คือ การผลักดันให้เกิดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วประเทศ (เอสเอ็มอี) ทำให้แบงก์ต้องใช้เงินไปกับการปล่อยสินเชื่อมากกว่าซื้อบอนด์เหมือนที่ผ่านมา

รัฐบาลจีนนั้นตระหนักดีว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจในหลายด้าน เช่น การปรับโครงสร้างลดพึ่งพาส่งออกหันกระตุ้นบริโภคภายใน การลดกำลังการผลิตส่วนเกินในบางอุตสาหกรรม การลดหนี้ และการลดความเสี่ยงในภาคการเงินนั้น จะส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตของจีดีพีอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ดังนั้นเพื่อไม่ให้การปฏิรูปต้องสะดุดลงโดยกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากมากเกินไป การกระตุ้นให้แบงก์ปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีจึงจะกลายเป็นหนึ่งภารกิจหลักของรัฐบาลจีน

หลักฐานหนึ่งที่สนับสนุนแนวคิดข้างต้นเป็นอย่างดีก็คือ การประกาศของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เมื่อปลายเดือน ก.ย. ว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปพีบีโอซีจะผ่อนปรนลดเกณฑ์การกันสำรองความเสี่ยงของแบงก์พาณิชย์ลง เพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี ภาคเกษตรกรรม และสตาร์ทอัพ ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านหยวน (ราว 25 ล้านบาท) โดยจะลดให้ในสัดส่วน 0.5-1.5% ขึ้นอยู่กับปริมาณธุรกรรมที่ปล่อยสินเชื่อให้

เดวิด ฉู นักเศรษฐศาสตร์การตลาดจากธนาคารเอเอ็นแซดในเซี่ยงไฮ้ ให้มุมมองกับบลูมเบิร์กว่า สัดส่วนการลงทุนของแบงก์ในพันธบัตรรัฐบาลเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปีนี้ เนื่องจากแบงก์หันไปปล่อยกู้มากขึ้น

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างเชื่อว่ามาตรการคุมความเสี่ยงของจีนจะยิ่งทำให้ตลาดเงินตลาดทุนในประเทศตึงตัวมากขึ้นในอนาคต และยิ่งบวกกับทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะชะลอความร้อนแรงลงอีกเพราะมาตรการปฏิรูป จากเดิมที่เติบโตได้ต่ำสุดในรอบ 26 ปี ไปเมื่อปีที่แล้วนั้น ก็ยิ่งเป็นปัจจัยลบในเชิงจิตวิทยาต่อนักลงทุน และคาดว่าจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรจีนมากขึ้นอีกในปีหน้า

ในกรณีที่เลวร้ายอาจเกิดการเทขายในตลาดบอนด์จีนหนักขึ้นและลุกลามไปยังตลาดหุ้น หรืออาจลุกลามไปยังตลาดทุนในประเทศอื่นด้วย ซึ่งมีความเป็นไปได้อยู่เช่นกัน เพราะนอกจากจีนจะเป็นตลาดใหญ่ที่ถือเป็นเขตเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกแล้ว ในปีหน้าก็คาดว่าจะเป็นปีที่นโยบายการเงินโลกเข้าสู่ภาวะตึงตัวอย่างชัดเจนมากขึ้น ทั้งในฝั่งของเฟดและอีซีบี จากเดิมที่ยังเสียงแตกอยู่ในปีนี้ ซึ่งดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนั้นก็จะกดดันตลาดบอนด์ไปพร้อมกันด้วย

อย่างไรก็ดี ที่สุดแล้วรัฐบาลจีนอาจเข้ามาแทรกแซงด้วยการออกมาตรการสนับสนุนต่างๆ เหมือนทุกครั้งที่เคยเกิดปัญหาขึ้นในตลาดเงินตลาดทุนแดนมังกร ซึ่งนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเชื่อว่าสถานการณ์ตลาดบอนด์ขาลงในจีนนั้น แม้จะน่าห่วงอยู่บ้างแต่ก็ไม่น่าจะลุกลามออกไป หากไม่มีปัจจัยภายนอกของตลาดบอนด์โลกมาร่วมด้วย จากปัจจุบันที่เริ่มมีแรงเทขายในกลุ่มจังก์บอนด์ออกมา

แม้จะไม่ระส่ำระสายบานปลาย แต่ตลาดบอนด์จีนและอาจรวมถึงตลาดบอนด์โลกก็จะยังคงอึมครึมต่อไปในภาวะที่โลกเข้าสู่ภาวะตึงตัวขึ้นหลังจากนี้ n

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่