
เร่งต่อจิ๊กซอว์เศรษฐกิจ หนุนไทยฮับอาเซียน
กนกวรรณ บุญประเสริฐผลสำรวจซีอีโอ เอเปก 21 ชาติ จำนวน 1,400 ราย APEC CEO Survey 2017 ที่ใช้เผยแพร่ในการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC CEO Summit ประจำปี 2560 ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ล่าสุด พบว่าไทยติด 1 ใน 5 ตลาดที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ผลสำรวจซีอีโอ เอเปก 21 ชาติ จำนวน 1,400 ราย APEC CEO Survey 2017 ที่ใช้เผยแพร่ในการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC CEO Summit ประจำปี 2560 ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ล่าสุด พบว่าไทยติด 1 ใน 5 ตลาดที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
โดยประเทศที่ถูกจัดให้เป็น เป้าหมายการลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุด 5 ประเทศ ประกอบด้วย เวียดนาม จีน อินโดนีเซีย สหรัฐ และไทย
จากผลสำรวจดังกล่าวทำให้รัฐบาลหายเหนื่อยและพึงพอใจกับผลตอบรับจากนักลงทุน เพราะตลอดช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ เพื่อนำไปสู่ ไทยแลนด์ยุค 4.0
สอดรับกับคาดการณ์แนวโน้มอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทย หรือ จีดีพี ที่กระทรวงการคลังคาดว่าในปี 2561 แนวโน้มจีดีพีจะขยายตัวได้ ไม่น้อยกว่า 3.8% เพราะการค้าการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนจะขยายตัวดีขึ้นจากปีนี้
เช่นเดียวกับคาดการณ์ภาคเอกชนอย่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประกาศปรับประมาณการภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2560 จาก 3.6% เพิ่มเป็น 3.9% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า การส่งออกที่ฟื้นตัว การลงทุนภาครัฐ ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง รวมทั้งความชัดเจนทางการเมืองจากการประกาศจัดการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2561 ซึ่งจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจากกิจกรรมการหาเสียงประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท การใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยสนับสนุนให้ จีดีพีของไทยในปี 2561 ขยายตัวที่ 4.2% ถือเป็นการขยายตัวเกิน 4% ครั้งแรกในรอบ 6 ปี
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา ได้พยายามวางรากฐานสู่การเป็นศูนย์กลางในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียน เช่น พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐนำสัญญาคุณธรรมมาเริ่มให้กับรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเร่งการลงทุนภาครัฐที่กระทรวงการคลัง คาดว่าจะขยายตัวอย่างมากในปี 2561-2562 โดยเฉพาะการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกระทรวงคมนาคม คาดว่ามียอด เบิกจ่ายงบลงทุนไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท ในปีหน้า ส่งผลให้สัดส่วนการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวได้ที่ระดับ 14-15%
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งส่งเสริมการส่งออกให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและขยายตัวเป็นบวก มากขึ้นในปี 2561 ล่าสุด ครม.สั่ง ตั้งกองทุนส่งเสริมการส่งออก การ จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ การเสนอร่าง พ.ร.บ.พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อรองรับการทำโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC
เป้าหมายคือ การยกระดับพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้กลายเป็น "World-Class Economic Zone" รองรับการลงทุนอุตสาหกรรม Super Cluster และอุตสาหกรรม เป้าหมายของประเทศ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอีก 20 ปีข้างหน้า แทนโครงการอีสเทิร์น ซีบอร์ด ที่ทำมาแล้วกว่า 30 ปี แต่ยังไม่มีการต่อยอด
รวมทั้งได้พยายามพัฒนาระบบการทำธุรกิจและเข้าถึงเงินทุนง่าย จนได้รับการปรับการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ Doing Business 2018 ของธนาคารโลก ที่ล่าสุดจัดให้ไทยมีอันดับดีขึ้น โดยไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ง่ายต่อการเข้าไปทำธุรกิจอยู่ในอันดับที่ 26 จากอันดับที่ 46 ในปีก่อน จากจำนวนทั้งหมด 190 ประเทศทั่วโลก และยังเป็นประเทศอันดับที่ 3 ในภูมิภาคอาเซียน รองจาก สิงคโปร์ และมาเลเซีย อีกด้วย
อย่างไรก็ดี ในการสำรวจความเห็นของซีอีโอ เอเปก 21 ชาติ มีประเด็นที่น่าสนใจคือ ซีอีโอมาเลเซียและซีอีโอเวียดนามที่ถูกสำรวจมากถึง 89% และ 86% ยังคาดที่จะขยายธุรกิจของตนสู่ตลาดโลกอีกด้วย ซึ่งหมายถึงไทย ในฐานะที่เป็น 1 ใน 5 ประเทศน่าลงทุน กำลังมีคู่แข่ง ที่สำคัญ
แม้จะเป็นช่วงเวลาที่สร้างโอกาสเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย แต่ก็เป็นช่วงเวลาแห่งความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่วิกฤต เพราะหากในช่วง 1-2 ปีจากนี้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมยังไม่เร่งลงทุน เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตสินค้าให้เป็นที่ต้องการของตลาด เมื่อผ่านช่วงเวลาทองแห่งการลงทุนไปแล้ว ประเทศไทยอาจไปไม่ถึงฝันการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียนได้
ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่การแข่งขันทางการค้า การลงทุนที่จะเต็มรูปแบบมากขึ้นในอนาคต ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า นักลงทุนที่แสดงความสนใจจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยจะเข้ามาเมื่อไร ซึ่งอาจจะเป็นกลางปีหน้า หรือในปี 2562 เพื่อ รอดูความชัดเจนของการแก้ไขกฎหมาย การแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ เช่น แรงงาน การทำโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ให้มีความชัดเจน
ระหว่างนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่กำลังจะมาถึงผ่านโครงการไทยแลนด์ 4.0 และควรเริ่มตื่นตัวเรื่องการปฏิวัติองค์กรสู่ตลาดแรงงานแบบดิจิทัลมากขึ้น การยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ แม้หลายคนจะมองว่าเกิดยาก แต่ต้องเริ่มนับหนึ่งให้ได้ก่อน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
ซึ่งที่ผ่านมา ในส่วนของมาตรการทางการเงินถือว่าทำมาแทบจะเต็มทุกช่องทางทั้งการกระตุ้นผ่านมาตรการทางการคลัง ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษีเพื่อจูงใจนักลงทุนและมาตรการกึ่งการคลัง อย่างการอัดฉีดเงินเข้าระบบผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐ ทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการส่งออกและ นำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ ธพว. ที่เร่งปล่อย สินเชื่อให้เพื่อช่วยผู้ประกอบการเอส เอ็มอี และเกษตรกรที่ผลิตพืชผลทางการเกษตร และเอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าวัตถุดิบถือเป็นปัจจัยการผลิตในอุตสาหกรรมต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน
ยังเหลือแต่การบูรณาการนโยบายจากกระทรวงเศรษฐกิจอื่นๆ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ที่กำลังขับเคลื่อนมาตรการออกมารองรับไทยแลนด์ ที่กำลังเข้าสู่ยุค 4.0
คาดว่าช่วง 1 ปีที่เหลือก่อนหมดวาระรัฐบาลนี้ น่าจะได้เห็นภาพการ ต่อจิ๊กซอว์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของไทย เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางอาเซียนอย่างเป็น รูปธรรมมากขึ้น n







