
เลื่อนบรรลุ‘อาร์เซ็ป’อีก1ปี
รัฐมนตรีพาณิชย์อาร์เซ็ปเลื่อนเดดไลน์อีกครั้งเป็นปีหน้า หลังตกลงกันไม่ได้ในเรื่องมาตรฐาน-ภาษี
รัฐมนตรีพาณิชย์อาร์เซ็ปเลื่อนเดดไลน์อีกครั้งเป็นปีหน้า หลังตกลงกันไม่ได้ในเรื่องมาตรฐาน-ภาษี
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ที่ประชุมหารือเรื่องความตกลงหุ้นส่วนในภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ระหว่างรัฐมนตรีพาณิชย์ของ 16 ชาติ เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา มีมติเลื่อนการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงออกไปเป็นปี 2018 จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายจะบรรลุข้อตกลงให้ได้ภายในปีนี้เพื่อลงนามในปีหน้า และนับเป็นการเลยกำหนด เส้นตายมาแล้วถึง 3 ครั้ง จากเมื่อปี 2015 และ 2016
"เราเห็นพ้องว่าควรบรรลุการเจรจาข้อตกลงอาร์เซ็ปภายในปี 2018" เองการ์ตี ยัซโต ลูกีตา รัฐมนตรีพาณิชย์ของอินโดนีเซีย กล่าว โดยลูกีตายังเรียกร้องให้ประเทศที่กำหนดเงื่อนไขไว้สูง ให้ลดความคาดหวังและมองโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น
เกียวโดรายงานว่า ญี่ปุ่นและออสเตรเลียต้องการให้ข้อตกลงดังกล่าว มีมาตรฐานสูงขึ้น และยังรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า แม้จีนจะต้องการเร่งการเจรจาให้สำเร็จโดยเร็ว แต่จีนและอินเดียก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องการลดภาษีศุลกากร ขณะที่ออสเตรเลียต้องการให้อาเซียนผ่อนกฎข้อบังคับในภาคบริการให้มากขึ้น
ด้าน ฮิโรชิเงะ เซโกะ รัฐมนตรีพาณิชย์ญี่ปุ่น ระบุว่า ควรจัดให้มีการเจรจาแบบทวิภาคีภายในชาติสมาชิก เพื่อเร่งกระบวนการเจรจา
สำหรับที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-จีน นั้น มีมติเห็นชอบให้เปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการกับจีนต่อเรื่องระเบียบปฏิบัติ (ซีโอซี) ในทะเลจีนใต้ หลังจากที่เห็นพ้องว่าสถานการณ์พิพาทในน่านน้ำนี้เริ่มคลี่คลายลงแล้ว และมีขึ้นหลังจากที่ ผู้นำจีนกับเวียดนามเพิ่งออกแถลงการณ์ร่วมกันว่าทั้งสองประเทศจะมุ่งรักษาความสงบในทะเลจีนใต้
ที่ประชุมยังเสนอการจัดทำวิสัยทัศน์เพื่อความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อาเซียน-จีน 2030 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สนับสนุนแผนดังกล่าวผ่าน 3 แนวทาง คือ ส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาคระหว่างอาเซียนกับจีน และพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนในลักษณะ ไทยแลนด์พลัสวัน ส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยมีการใช้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 และการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน
ทางด้านที่ประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำอาเซียน-สหรัฐนั้น โฆษกของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้ย้ำถึงนโยบายอเมริกามาก่อนอีกครั้ง และระบุด้วยว่าสหรัฐจะไม่ทนต่อการถูกเอาเปรียบทางการค้าอีก ซึ่งคล้ายคลึงกับที่เคยกล่าวก่อนหน้านี้







