posttoday
พรบ.สองฉบับ

พรบ.สองฉบับ

08 พฤศจิกายน 2560

เมืองไทยติดอันดับประเทศที่ทำธุรกิจไม่ยุ่งยากหรือง่าย ในเชิงการค้า การลงทุนน่าปลื้ม กรุงเทพมหานครเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวติดอันดับสองของโลก สถิติระดับโลกแบบนี้ ต้องช่วยกันบอกต่อเมืองไทยดี๊ดี ขั้นตอนต่างๆ ที่อาจสร้างความยุ่งยาก ซับซ้อน กำลังถูกนำกลับมาทบทวน กฎหมาย กฎระเบียบ ถูกนำมาวางบนโต๊ะ และถกในประเด็นต่างๆ ให้ตกผลึก จึงน่าสนใจยิ่งนัก

เมืองไทยติดอันดับประเทศที่ทำธุรกิจไม่ยุ่งยากหรือง่าย ในเชิงการค้า การลงทุนน่าปลื้ม กรุงเทพมหานครเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวติดอันดับสองของโลก สถิติระดับโลกแบบนี้ ต้องช่วยกันบอกต่อเมืองไทยดี๊ดี ขั้นตอนต่างๆ ที่อาจสร้างความยุ่งยาก ซับซ้อน กำลังถูกนำกลับมาทบทวน กฎหมาย กฎระเบียบ ถูกนำมาวางบนโต๊ะ และถกในประเด็นต่างๆ ให้ตกผลึก จึงน่าสนใจยิ่งนัก

สำหรับนักลงทุน มีกฎหมายอยู่ สองฉบับ ที่ควรศึกษาอย่างละเอียด และติดตามความคืบหน้าของการแก้ไข คือ พ.ร.บ.หลักทรัพย์-ปรับปรุงแก้ไข และประกาศใช้ไปแล้วเมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ส่วนอีกฉบับ คือ พ.ร.บ.มหาชน-ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการปรับปรุง รับฟังความคิดเห็นกับหน่วยงานต่างๆ อยู่ในขณะนี้

พ.ร.บ.หลักทรัพย์ นักลงทุนอาจ คุ้นเคยกันอยู่แล้ว จากข่าวการกล่าวโทษของหน่วยงานกำกับดูแล ที่ออกมา ถี่ บ่อย ให้ได้ใจหายกัน กับคนบางคนที่คาดไม่ถึงว่าจะมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นได้ โดยมีผู้บังคับใช้กฎหมาย คือ ก.ล.ต.

ส่วนกฎหมายอีกฉบับ คือ พ.ร.บ. มหาชน ผู้บังคับใช้กฎหมายคือกระทรวงพาณิชย์ กำลังอยู่ในขั้นตอนของการปรับปรุงแก้ไข ด้วยเหตุผลหลัก ความระบุว่า เป็นกฎหมายที่ยกร่างมานาน 25 ปีมาแล้ว คือ ตั้งแต่ปี 2535 นานจนทำให้บทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดสิทธิพื้นฐานของผู้ถือหุ้นยังไม่เพียงพอที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยจะใช้สิทธิของตนได้อย่างแท้จริงและในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของกรรมการในฐานะผู้ที่ได้รับความวางใจจากผู้ถือหุ้นในการบริหารงานบริษัทยังไม่มีความชัดเจน สมควรแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติที่ใช้อยู่เดิม เพื่อให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยสามารถใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นได้อย่างแท้จริง

ตลอดจนกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการให้มีความโปร่งใส เพื่อเป็นการควบคุมและเสริมสร้างกรรมการให้มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี และเพิ่มเติมบทบัญญัติเรื่องกรรมการสำรอง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กำหนดหลักเกณฑ์การห้ามมิให้ถือหุ้นไขว้ในบริษัทเพื่อป้องกัน การสร้างทุนเทียม รวมทั้งปรับปรุงบทบัญญัติ เรื่องการควบบริษัทและกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการแปรสภาพบริษัทเป็นบริษัทเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดทุนอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้สมควรแก้ไข ปรับปรุงบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราโทษ ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ถอดรหัสจากเหตุผลนี้ จะมีคน 2 กลุ่มที่จะต้องมีการให้ความสำคัญ คือ "นักลงทุนรายย่อย" หรือรายบุคคล และ "กรรมการ" ของบริษัทมหาชนนักลงทุนรายบุคคล จะถูกยกระดับการให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะในอดีตที่ผ่านมา หรือกระทั่งถึงปัจจุบัน ยังถูกมองว่า มักจะถูกเอารัดเอาเปรียบ มีเงินน้อย อาจเป็น "แมลงเม่า" แต่บางรายมีพอร์ตนับพันล้านบาท ก็ยังเรียกว่า รายย่อยได้ไหม...น่าคิดมีการเน้นเรื่อง "สิทธิ" ของผู้ถือหุ้น จึงเป็นโอกาสดีในฝั่งของ ผู้ถือหุ้นที่จะเรียนรู้ในเรื่องนี้ ภายใต้การทำงานตามกรอบของ พ.ร.บ.ฉบับนี้

อีกกลุ่มคือ กรรมการบริษัท กลุ่มนี้จะถูกคาดหวังให้ทำ "หน้าที่" เข้มข้นขึ้น ตามความคาดหวัง มีข้อห้ามมากขึ้น มีระบุโทษ สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน และ มี "กรรมการสำรอง" มาช่วยปฏิบัติหน้าที่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากลำพังกรรมการต้องระวังตัวแจ มีกรรมการสำรองเข้ามาอีก นักลงทุนทำงานกันหนักขึ้นแน่วันนี้ อาจเร็วเกินไป ที่จะนำมาสังเคราะห์ เจาะลงไปในรายละเอียด ต้องใช้เวลาอยู่บ้าง ขอนำมาเล่าในโอกาสต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่