posttoday
พัฒนาการค้ายั่งยืน

พัฒนาการค้ายั่งยืน

12 พฤศจิกายน 2560

รัฐบาลตัดสินใจออกมาตรการช็อปช่วยชาติอีกครั้งระหว่างวันที่ 11 พ.ย.-3 ธ.ค. 2560

รัฐบาลตัดสินใจออกมาตรการช็อปช่วยชาติอีกครั้งระหว่างวันที่ 11 พ.ย.-3 ธ.ค. 2560 รวมระยะเวลา 23 วัน ซึ่งหลายสำนักคาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะกระตุ้นกำลังซื้อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอีก 1.5-2 หมื่นล้านบาท ขณะที่กรมสรรพากรประเมินว่ารัฐจะสูญรายได้ภาษีราว 2,000 ล้านบาท

มาตรการนี้ส่งผลดีในระยะสั้นและอาจได้ผลทางจิตวิทยาเพื่อกระตุ้นบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องถึงช่วงปลายปีหรือไม่ต้องรอดูกันอีกที

ขณะที่อีกด้านหนึ่งมาตรการเช่นนี้อาจส่งผลต่อเนื่องในด้านลบ ทำให้คราวต่อไปผู้บริโภคจะชะลอการจับจ่ายใช้สอย เพื่อรอมาตรการที่จะให้สิทธิประโยชน์เช่นนี้อีก ซึ่งสุดท้ายจะเกิดความเคยชินที่จะต้องรอให้มีมาตรการพิเศษถึงจะใช้จ่ายเงิน คล้ายๆ กับการจัดแคมเปญโปรโมชั่น ของห้างสรรพสินค้า ซึ่งทุกวันนี้คงไม่ต้องรอเวลาเซลส์แล้ว เพราะเซลส์กันตลอดปี ผู้บริโภคก็ซื้อบ้าง ไม่ซื้อบ้าง เพราะไม่รู้เซลส์จริงหรือไม่ เพราะราคายังคงสูงอยู่เหมือนเดิม

มาตรการหลายอย่างต้องถือว่าเป็นความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่จะพยายามผลักดันและปลุกเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว แต่หลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกลับทำให้มาตรการนั้นถูกลดความน่าเชื่อถือลงและไม่เกิดสัมฤทธิผล เพราะในสังคมไทยมีความเป็น "ศรีธนญชัย" อยู่มาก

อย่างกรณีบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย ผู้ใช้ไม่ซื้อของ ขณะที่ร้านค้ามีการทอนเงิน หรือกรณีมาตรการช็อปช่วยชาติ มีร้านค้าหัวใสบวกเพิ่มราคาสินค้าเข้าไปให้สูงกว่า โดยที่หน่วยงานของรัฐอาจดูแลไม่ทั่วถึง ซึ่งการทำเช่นนี้ครั้งต่อไปมาตรการจะไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

เช่นเดียวกับมาตรการหรือแคมเปญต่างๆ ที่เคยนำมาใช้ก่อนหน้านี้ การลดราคาขายสินค้า หรือเซลส์ ไม่ได้ลดจริง เพราะมีการบวกเพิ่มราคาให้สูงกว่าปกติแล้วนำมาลดราคา ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้ายังคงมีราคาสูงอยู่ เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากมาตรการเซลส์หลายๆ ครั้งจะไม่สามารถดึงดูดผู้บริโภคให้เข้าไปจับจ่ายใช้สอยได้

ปัญหาต้นทุนโครงสร้างราคาสินค้าเป็นอีกส่วนหนึ่งที่รัฐบาลควรเข้าไปดูแล เพราะบ้านเรามีลักษณะพ่อค้าแม่ค้าหัวใสอยู่มาก ขณะที่ผู้บริโภคมีความฉลาดรู้เท่าทันมากขึ้น หันไปซื้อสินค้าผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งมีมากมายหลากหลายทั่วโลก ไม่จำกัดอยู่ที่การซื้อสินค้าในประเทศเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ไม่มีผู้ได้ประโยชน์ทั้งผู้บริโภค พ่อค้า รวมถึงรายได้ที่เข้าประเทศ

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการระยะสั้นคือมาตรการระยะกลางและระยะยาว เพื่อส่งเสริมและยกระดับการค้าของประเทศผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างยั่งยืน และยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจเติบโตอย่างมีคุณภาพ

อย่างการเดินหน้าเปิดร้านค้าประชารัฐจำนวนมากในขณะนี้ ต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพและการส่งเสริมอย่างพอเพียง ไม่ใช่สักแต่ว่าให้เปิด เน้นปริมาณ แต่ไม่เน้นคุณภาพ ขายแต่สินค้าซ้ำๆ กัน เหมือนการส่งเสริมโอท็อปที่ผ่านมา มีแต่ของที่ขายซ้ำๆ กัน จนสุดท้ายก็ทยอยล้มหายตายจากกันไป

ที่สำคัญต้องดูความต้องการของตลาด กำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคปัจจุบันนี้มีทางเลือกมาก มีช่องทางที่หลากหลาย ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งภาครัฐต้องเข้าไปดูแลให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค เกิดเป็นธรรมต่อผู้ค้าทั้งในประเทศและไม่เป็นการปิดกั้นผู้ค้าจากต่างชาติที่เข้ามา ต้องให้ผู้แข่งขันในธุรกิจให้ต่อสู้ในเวทีเดียวกัน จึงจะเกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง

ขณะที่การพัฒนาระบบการค้าของประเทศให้มีคุณภาพจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ได้ประโยชน์ทั้งผู้บริโภค ผู้ค้า และรายได้ที่จะเข้าประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นำเงินภาษีที่ได้มาพัฒนาประเทศต่อไป n

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่