
ปอดอักเสบ (Pneumonia) ป้องกันได้
ในวันที่ 12 พ.ย.ของทุกปีทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้เป็นวัน "ปอดอักเสบโลก หรือ World Pneumonia day"
โดย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในวันที่ 12 พ.ย.ของทุกปีทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้เป็นวัน "ปอดอักเสบโลก หรือ World Pneumonia day" ขึ้น เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของโรคปอดอักเสบ ที่เป็นสาเหตุที่สำคัญในการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของมวลมนุษยชาติ วันนี้ผมจึงจะนำเสนอข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญเกี่ยวกับภาวะปอดอักเสบ และแนวทางการดูแลรักษาตัวเองเพื่อป้องกันตัวเองและคนที่ท่านรักไม่ให้เกิดภาวะนี้
ปอดอักเสบคืออะไร
ภาวะปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือบางครั้งเราอาจเรียกว่าภาวะปอดบวม คือภาวะที่มีการติดเชื้อเกิดขึ้นในเนื้อปอด หรือบริเวณทางเดินหายใจส่วนล่าง ระบบทางเดินหายใจของมนุษย์สามารถ แบ่งออกได้กว้างๆ เป็นสองส่วน คือ ทางเดินหายใจส่วนบน (Upper respiratory tract) ได้แก่ ตั้งแต่จมูก ปาก คอ ลงไปถึงบริเวณกล่องเสียง บริเวณนี้เปรียบเสมือนหนึ่งเป็นประตูเข้าไปสู่ระบบทางเดินหายใจของทุกคน การติดเชื้อในบริเวณทางเดินหายใจส่วนบน เป็นภาวะที่เราพบได้บ่อย โดยเฉพาะการติดเชื้อไวรัส ที่ผู้ป่วยมักจะมีอาการคัดจมูก เจ็บคอ ไอ หรือจาม แต่มักไม่มีอาการรุนแรง ส่วนทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower respiratory tract) จะเป็นระบบทางเดินหายใจตั้งแต่กล่องเสียงลงไปในหลอดลม จนถึงเนื้อปอดและถุงลม ที่เป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนอากาศเกิดขึ้น โดยปกติทางเดินหายใจส่วนล่างจะเป็นบริเวณที่ปราศจากเชื้อโรค เนื่องจากร่างกายมีกลไกการป้องกัน เช่น การไอ ระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ เพื่อป้องกันไม่เกิดการติดเชื้อในบริเวณนี้ แต่ในบางครั้ง ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้น อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในบริเวณเนื้อปอด หรือทางเดินหาใจส่วนล่างได้ เราเรียกภาวะที่มีการติดเชื้อในเนื้อปอดนี้ว่าภาวะปอดอักเสบ, ปอดบวม หรือ Pneumonia
ปอดอักเสบเกิดขึ้นได้อย่างไร
การอักเสบในปอดเกิดขึ้นเมื่อมีความไม่สมดุลกันระหว่างเชื้อโรคที่มีการปนเปื้อนลงไปในทางเดินหายใจส่วนล่างและระบบภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ เชื้อโรคที่จะปนเปื้อนไปยังทางเดินหายใจส่วนล่างได้ มักเกิดจากการที่ผู้ป่วยมีการสำลักน้ำลาย หรือหายใจเอาอากาศที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ ลงไปในทางเดินหายใจส่วนล่าง เมื่อเชื้อโรคมีปริมาณมากหรือมีความรุนแรงมากที่จะเอาชนะระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้ ก็จะเกิดการติดเชื้อเกิดขึ้น จะเห็นว่าโอกาสเกิดปอดอักเสบจะสูงขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลงหรือการที่ได้รับเชื้อโรคที่มีความรุนแรงหรือมีปริมาณมาก เช่น ผู้ป่วยที่สำลักอาหารหรือผู้ป่วยที่จมน้ำและสำลักน้ำที่สกปรกลงไปในปอดก็จะมีโอกาสเกิดการติดเชื้อมากขึ้น
เมื่อมีภาวะติดเชื้อเกิดขึ้นในเนื้อปอด ผู้ป่วยส่วนมากก็จะมีอาการไข้สูง ไอ มีเสมหะ และมีอาการเหนื่อยหอบมากขึ้น เนื่องจากการอักเสบทำให้ความสามารถในการแลกเปลี่ยนอากาศในปอดลดลง ทำให้เกิดภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ อาจมีอาการเจ็บหน้าอก เรามักเรียกอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยปอดอักเสบ คือ ไข้-ไอ-หอบ ซึ่งอาการเหล่านี้ แตกต่างจากผู้ป่วยที่เป็นหวัดหรือการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้น ที่มักไม่มีอาการหอบเหนื่อย หรือเจ็บหน้าอกร่วมด้วย ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ภาวะปอดอักเสบก็จะเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการมากขึ้น มีอาการเหนื่อย และอาจเกิดภาวะหายใจวาย และอาจมีผลทำให้อวัยวะอื่นๆ ทำงานล้มเหลวตามมาและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
ภาวะปอดอักเสบในปัจจุบันพบได้บ่อยในประเทศไทยและประเทศ อื่นๆ ทั่วโลก โดยในประเทศไทยพบได้ถึงปีละ 2-2.5 แสนราย และมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากภาวะปอดอักเสบถึงปีละ 2,000-3,000 ราย โดยพบว่าผู้ป่วยที่มีอัตราเสี่ยงสูงได้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ, ผู้ป่วยสูงวัยเกิน 65 ปี และผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง พบว่าผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากภาวะปอดอักเสบสูงสุดคือผู้ป่วยสูงอายุ ทางองค์การอนามัยโลกประมาณการว่าในปี 2020 โรคปอดอักเสบจะเป็น 1 ใน 5 ของโรคที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมากที่สุดในโลก โดยเป็นโรคติดเชื้อชนิดเดียวที่อยู่ใน 5 อันดับแรก
เราสามารถป้องกันโรคปอดอักเสบได้หรือไม่
บุคคลทั่วไปสามารถดูแลตัวเองให้มีโอกาสเกิดโรคปอดอักเสบได้ลดลง คือ 1.เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ลดภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น การสูบบุหรี่ ที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของระบบหายใจลดลง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการลดภาวะเสี่ยงอื่นๆ เช่น การดื่มเหล้าจนเมา ที่อาจทำให้มีโอกาสสำลักมากขึ้น เป็นต้น
2.ต้องพยายามลดโอกาสการแพร่เชื้อโรค ในผู้ป่วยที่ไม่สบาย ได้แก่การใส่หน้ากากอนามัยในผู้ป่วยที่มีอาการจามหรือไอ หรือ มีไข้หวัด การล้างมือบ่อยๆ และปฏิบัติตนตามหลักสุขลักษณะอย่างถูกต้อง
3.การได้รับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปี และในเด็ก รวมถึงผู้ป่วยที่มีภาวะโรคเรื้อรัง ควรได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) และวัคซีนป้องกันโรคปอดบวม (Pneumococcal Vaccine) ตามคำแนะนำของแพทย์ วัคซีนดังกล่าว ไม่สามารถป้องกันการเกิดภาวะปอดอักเสบได้ 100% แต่จะสามารถลดโอกาสเกิดการติดเชื้อลงได้
สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การรักษาโรคปอดอักเสบด้วย ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมในเวลาอันรวดเร็ว จะสามารถทำให้อาการ ของผู้ป่วยดีขึ้นและลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงลงได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการสงสัย ภาวะปอดอักเสบ เช่น ไข้สูง ไอรุนแรง มีอาการเหนื่อยหรือเจ็บหน้าอก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที โดยไม่ควรซื้อยารับประทานเพื่อรักษาอาการเอง n







