
เงื่อนงำ ลับ-ซ้อน ของสี่คน
ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นต่ำกว่า 10 องศา ในตอนเช้าของกรุงโซล
ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นต่ำกว่า 10 องศา ในตอนเช้าของกรุงโซล ทุกๆ วัน คณะของเราซึ่งเป็นนักข่าวต่างประเทศต้องเดินฝ่าลมหนาวไปเก็บข่าวที่อยู่ในความสนใจมาเป็นวัตถุดิบในการเขียน หนึ่งในนั้นคือเรื่องความสัมพันธ์อันลี้ลับและซับซ้อนของคนสี่คน...
คนแรก คือ "มุนแจอิน" ที่ได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีเร็วกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากนายเก่า ได้แก่ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีไปพัวพันคดีความที่สั่นคลอนความมั่นคงทางอารมณ์ของประชาชนทั้งประเทศและถูกจองจำไปแล้ว ป๋ามุนชนะเลือกตั้งมาจากความหวังของประชาชนที่อยากให้ช่วยแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศที่ร้อนแรงอย่างต่อเนื่องมาในช่วงสองสามปีหลังนี้...
หากจะหาใครสักคนมาเป็นสัญลักษณ์ของการรวมชาติเกาหลีเหนือ-ใต้ ที่จะสามารถเร่งเร้าให้ทุกฝ่ายเกิดแรงผลักดันจนสำเร็จ "ป๋ามุน" น่าจะเป็นสัญลักษณ์นั้นได้ดี เพราะทั้งบิดาและมารดาของป๋ามุนเป็นผู้อพยพ ชาวเกาหลีเหนือที่ลงเรือของทหารสหรัฐ หนีตายมาในเหตุการณ์ "ฮัมฮึง" ในช่วงสงครามเกาหลี...เวลานั้น กองกำลังสหประชาชาติถูก ตีร่นลงมาจากเกาหลีเหนือโดยมีกองทัพจีน กว่าแสนนายตีโอบล้อมเข้ามาไม่สามารถ ตีฝ่าออกทางบกได้ กองเรือสหรัฐจึงเสี่ยงแล่นฝ่าเข้าไปที่ "ท่าเรือฮัมฮึง" ในเขตแดนเกาหลีเหนือเพื่อช่วยขนทหารขึ้นเรือออกมา ทว่า ไม่มีที่ว่างพอที่จะรับพลเรือนเกาหลีเหนือนับแสนคนที่มารออยู่ที่ท่าเรือด้วย
คนเหล่านี้หากตกค้างอยู่ที่นั่นก็คงตาย หมด ในที่สุดด้วยความพยายามโน้มน้าวของชายที่ชื่อ "ฮยอน บง ฮัก" ซึ่งเป็นล่ามของกองทัพเรือ พลตรี Edward M. Almond จึง ตัดสินใจทิ้งยุทธภัณฑ์ ยานยนต์ และน้ำมันกว่า 3 แสนตันลงทะเลแม้ว่ามันจะเป็นปัจจัยสำคัญในการศึก แล้วช่วยชีวิตคนเกาหลีเหนือเกือบแสนขึ้นเรือ 190 ลำออกมาจากเกาหลีเหนือเป็นปฏิบัติการครั้งประวัติศาสตร์ที่มีโค้ดว่า "Christmas Cargo"
ในขณะที่กองทัพจีนกำลังจะเข้าบดขยี้เมืองในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า แต่ยังมี ผู้อพยพตกค้างบนฝั่งอีกถึง 1.4 หมื่นคน ... Leonard LaRue ซึ่งเป็นกัปตันเรือ SS Meredith Victory ลำสุดท้าย ได้ตัดสินใจรับคนทั้งหมดขึ้นเรือ โดยทำพื้นเป็นชั้นๆ ให้คนอัดเข้าไปอยู่ในเรือ "ด้วยจิตเมตตา" แม้ว่าจะเสี่ยงกับการล่มกลางทะเล แต่ในที่สุดก็ไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย...
ไม่กี่ปีต่อมา กัปตัน LaRue ได้เปลี่ยนชีวิตตนเองอย่างสิ้นเชิง เขาบวชเป็นบาทหลวงตลอดชีวิต เพราะเชื่อว่า ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากเป็นปาฏิหาริย์ในพระหัตถ์ของพระเจ้าที่ทำให้เรือสามารถแล่นมาถึง 2 วัน โดยไม่ล่มไปเสียก่อน และมีเด็กถึง 5 คน เกิดบนเรือ...จากเหตุการณ์นี้ ป๋ามุน จึงน่าจะเป็น ผู้ที่เชื่อมโยงทั้งเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ได้อย่างดี
คนที่สอง ได้แก่ "ลุงทรัมป์" ที่เพิ่งได้อำนาจมาอยู่ในมือจึงถึงเวลา "อเมริกันโชว์ไทม์" ปกป้องผลประโยชน์ของตนและพันธมิตรในภูมิภาค ลุงทรัมป์เป็นคนที่ค่อนข้างโผงผางปากไวใจกล้า ไม่เคยอดทนต่อการยั่วของคนที่สาม ซึ่งเป็นหนุ่มคราวลูก ชื่อ "จองอึน" ทำให้ ก่อนที่ลุงทรัมป์จะมาเยือนเกาหลี (ใต้) เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา คนเกาหลีทั่วไปไม่ค่อยชอบเขาเท่าไรเพราะกลัวว่าลักษณะส่วนตัวดังกล่าวอาจจะยั่วยุให้จองอึนทำอะไรวู่วาม เช่น ยิงใส่กรุงโซลได้ ทว่า ระหว่างที่เขาอยู่ที่นี่และได้กล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภาเกาหลี กลับได้ผลทางจิตวิทยาเชิงบวกจากประชาชนเกาหลีอย่างมาก
วันนั้น เขาใช้เวลานานกว่ากำหนดในการสื่อสารถึงผู้นำมิตรประเทศและชาวเกาหลี การถ่ายทอดสุนทรพจน์ของเขาจากรัฐสภาได้รับความสนใจจากคนเกาหลีทั้งประเทศ ขนาดเพื่อนของ "เชกา" ซึ่งเป็นแม่บ้านธรรมดากำลังทำความสะอาดบ้านอยู่ยังต้องหยุดฟังตลอดรายการ สื่อเกาหลีชมว่าลุงทรัมป์พูดได้ดี ไม่มีท่าทีแข็งกร้าว และไม่ได้แตะเรื่อง FTA ที่จะทำให้เกาหลีเสียผลประโยชน์เลย ส่วนใหญ่จึงมองว่าการมาเยือนของลุงทรัมป์คราวนี้ช่วยแก้ความแคลงใจที่ชาวเกาหลีมีต่อลุงทรัมป์ลงได้บ้าง
เมื่อพูดถึง คนที่สาม "คิมจองอึน" องค์กรสื่อหนังสือพิมพ์เกาหลี -Korea Press Foundation ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร ผู้เชิญพวกเรามาค้นหาความจริงในเกาหลีเป็นเวลา 1 เดือนนี้ ได้จัดเต็มนัดแหล่งข่าวที่สามารถอธิบายเหตุและผลที่สร้าง "จองอึน" ขึ้นมาเป็นฆาตกรที่มีความชอบธรรมในแดนลี้ลับหลังเส้นละติจูดที่ 38 ได้
แหล่งข่าวคนนี้เป็นชาวเกาหลีเหนือที่ หนีออกมาสู่เกาหลีใต้สำเร็จ เมื่อปี 2002 ปัจจุบันเขาทำงานเป็นนักข่าวในหนังสือพิมพ์ใหญ่ฉบับหนึ่งในกรุงโซล นักข่าวท่านนี้น่าจะมีชื่อติดใน "สมุดสั่งตาย" ของเปียงยางอยู่แล้ว เขาเลยไม่กลัวที่เราจะเปิดเผยเรื่องราวหรือแม้แต่ชื่อและภาพของเขา ทว่า วันนี้เราจะยังไม่สร้างแรงสั่นสะเทือนขนาดนั้น ขอเป็นอาทิตย์ถัดๆ ไป เพราะยังมีเรื่องราวอีกยาวและมากมายรออยู่...
สิ่งที่ได้รับฟังจากแหล่งข่าวนี้ บางเรื่องเป็นสิ่งที่เรารู้กันอยู่แล้ว แหล่งข่าวระบุว่า "จองอึน" เป็นโรคขาดความรักมาแต่เยาว์วัย เพราะถูกส่งตัวไปเรียนในสวิตเซอร์แลนด์ตั้งแต่เด็กโดยปกปิดตัวตน เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนครอบครัว และไปอาศัยอยู่กับครอบครัว ของอาซึ่งเป็นน้องของพ่อ มารดาของจองอึนเป็นภรรยาลับหมายเลข 3 ของบิดาที่เป็น ผู้นำรุ่นที่สองต่อจากปู่ "คิมอิลซอง" ผู้สถาปนาเกาหลีเหนือ ทว่า ทั้งมารดาและตัวเขา รวมทั้งพี่น้องท้องเดียวกัน ไม่มีตัวตน ถูกซ่อนตัวจากสังคมไม่มีข่าวใดๆ เปิดเผยออกมาทั้งสิ้น แม้แต่ "ปู่คิม" ก็ไม่เคยได้รู้ว่ามีหลานคนนี้อยู่ เมื่อปู่คิมถึงแก่กรรม "จองอึน" จึงได้กลับมาเกาหลีเหนือ
ในฐานะเด็กคนหนึ่งที่เกิดขึ้นมาบนโลก เขาควรมีสิทธิที่จะได้รับความรักการดูแลเอาใจใส่จากมารดาเมื่อกลับมาแล้ว ทว่า มารดาเขาเป็นโรคมะเร็งต้องไปรักษาตัวในรัสเซียและเสียชีวิตภายหลังจากที่เขากลับมาเกาหลีเหนือได้แค่ 2 ปี เขาถูกความรักทอดทิ้งหลายครั้ง และทนไม่ได้กับความรู้สึกถูกทรยศเพราะตอนที่อยู่สวิตเซอร์แลนด์ เคยถูกอาทิ้งหนี ลี้ภัยไปสหรัฐอเมริกา ที่น่าแปลกใจคือ แหล่งข่าวระบุว่า "จองอึน" เป็นอัจฉริยะทางดนตรี เขาสามารถบอกได้ว่าวงออเคสตร้าที่กำลังเล่นอยู่มีโน้ตตัวไหนคีย์เพี้ยนไปบ้าง...
(อ่านต่อฉบับหน้า)







