
สกุลเงินดิจิทัล และสังคมไร้เงินสด คนไทยอย่าสับสน
ปิยะณัฐ อรัญเกษมสุข ผู้อ่านคงเคยได้ยินเรื่อง "สังคมไร้เงินสด" กันมาบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและหลายๆ ธนาคารพาณิชย์ผลักดันกันอยู่ แต่ผู้อ่านบางท่านก็คงเคยได้ยินเรื่อง "สกุลเงินดิจิทัล" กันมาบ้าง แท้จริงแล้วทั้งสองเรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกันเลย วันนี้ผู้เขียนจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ทำความเข้าใจกับผู้อ่านทุกท่านว่า "สังคมไร้เงินสด" และ "สกุลเงินดิจิทัล" คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร และมีผลกระทบอะไรกับชีวิตของพวกเราบ้าง
ปิยะณัฐ อรัญเกษมสุข
ผู้อ่านคงเคยได้ยินเรื่อง "สังคมไร้เงินสด" กันมาบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและหลายๆ ธนาคารพาณิชย์ผลักดันกันอยู่ แต่ผู้อ่านบางท่านก็คงเคยได้ยินเรื่อง "สกุลเงินดิจิทัล" กันมาบ้าง แท้จริงแล้วทั้งสองเรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกันเลย วันนี้ผู้เขียนจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ทำความเข้าใจกับผู้อ่านทุกท่านว่า "สังคมไร้เงินสด" และ "สกุลเงินดิจิทัล" คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร และมีผลกระทบอะไรกับชีวิตของพวกเราบ้าง
"สังคมไร้เงินสด" หรือ "Cashless Society" คือยุคที่เราสามารถชำระ ค่าสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์โดยแทบไม่ต้องพกเงินสดติดตัวเมื่อออกจากบ้าน ซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของสมัยนี้สามารถทำให้ธุรกรรมประเภทนี้ปลอดภัยมากและมีความเป็นสากล เมื่อไม่ต้องพกเงินสดติดตัว ทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น พวกคดีปล้นฆ่าหรือทำร้ายกันจะลดน้อยลง อีกทั้งต้นทุนการผลิตธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ถือเป็นต้นทุนสำคัญอันหนึ่งของภาครัฐ และบางครั้งต้นทุนการผลิตยังสูงกว่ามูลค่าที่ ตราไว้เสียอีก ถ้าเรามองจากฝั่งธนาคารพาณิชย์ ต้นทุนในการจัดการเงินสดนั้นถือเป็นหนึ่งในต้นทุนของค่าดำเนินการ และทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องสร้างกระบวนการยุ่งยากมากมายในการจัดการเงินสดเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ฝั่งผู้ประกอบการเองก็ได้ประโยชน์ เช่นกัน เพราะสามารถรับชำระเงินได้หลากหลายช่องทาง โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ "อี-คอมเมิร์ซ" ที่ปริมาณการซื้อขายผ่านช่องทางนี้จะเพิ่มขึ้นหลาย เท่าตัว เพราะระบบการชำระเงินมีความปลอดภัยมากจนทำให้ผู้ใช้เกิดความมั่นใจ
ส่วน "สกุลเงินดิจิทัล" หรือ "Crypto Currency" คือเงินสกุลใหม่ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในโลกดิจิทัล โดยมูลค่าของเงินสกุลนี้ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร เช่น "บิตคอยน์" หรืออื่นๆ จะขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของเงินสกุลนั้นๆ เป็นหลักโดยไม่มีรัฐบาลหรือทุนสำรองของประเทศไหนหนุนอยู่
"สกุลเงินดิจิทัล" นั้นเกิดจากการใช้เทคโนโลยีหลายอย่างผสมผสานกัน โดยเทคโนโลยีหลักที่ทำให้สกุลเงินนี้เกิดขึ้นสำเร็จคือเทคโนโลยีที่เรียกว่า "บล็อกเชน" ซึ่งอาศัยการสร้างข้อมูลเป็นกลุ่มก้อน (Block) และใช้หลักการส่งข้อมูลแบบลูกโซ่ (Chain) ไปยังเครื่องเครือข่ายและให้แต่ละเครื่องเครือข่ายช่วยบันทึกและยืนยันข้อมูลกันเอง ซึ่งทำให้เทคโนโลยีนี้มีความปลอดภัยสูง พูดง่ายๆ ว่าถ้าโอนเงินดิจิทัลผ่านบล็อกเชนแล้วธุรกรรมการโอนจะถูกบันทึกไว้และถูกส่งต่อๆ ไปยังทุกๆ เครื่องเครือข่าย ทำให้การแก้ไขข้อมูลหรือปลอมแปลงข้อมูลนั้น ไม่สามารถทำได้
ถ้าเรามองในมุมของภาครัฐ สกุลเงินดิจิทัลอาจจะเป็นเหมือนระเบิดเวลา เพราะถ้ารัฐปล่อยไว้เฉยๆ อาจจะกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศได้ เพราะเงินสกุลดิจิทัลนั้น ไม่สามารถตรวจสอบตัวตนของผู้ทำธุรกรรมได้ เพราะมีการเข้ารหัสไว้และไม่ได้ทำธุรกรรมผ่านระบบปกติเหมือนสกุลเงินทั่วไป ทำให้พวกธุรกิจสีเทา ทั้งหลายรวมถึงพวกนักฟอกเงินและ ผู้ก่อการร้ายสามารถทำธุรกรรมได้อย่างง่ายดาย แถมยังทำให้ง่ายต่อการเลี่ยงหรือหนีภาษีด้วย
เราจะเห็นได้ว่าประเทศมหาอำนาจอย่างจีนนั้นได้ออกมาตรการห้ามทำธุรกรรมกับเงินสกุลดิจิทัลแล้ว และยังวางแผนปิดพวกรับแลกเงินสกุลดิจิทัลด้วย พูดกันแบบบ้านๆ ว่านี่คือการเหยียบ "ตาปลา" ของจีนเข้าอย่างจัง เพราะจีนเองวางแผนให้เงินสกุลหยวนของตนเป็นหนึ่งในเงินสกุลหลักของโลก โดยมีการวางแผนมากมาย เช่น นโยบาย One Belt One Road ที่กว่าครึ่งโลกจะหันมาใช้เงินสกุลหยวนเพื่อซื้อขาย แลกเปลี่ยนแทนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ
เราอย่าเพิ่งมองว่าวิวัฒนาการนี้มีข้อเสียไปทั้งหมด จริงๆ แล้วเราสามารถนำเทคโนโลยี "บล็อกเชน" ที่เป็นเทคโนโลยีหลักของเงินสกุลดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ได้ในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่มีบางธนาคารได้นำ "บล็อกเชน" ไปทดลองใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศกันแล้ว คงอีกไม่นานที่เราคงได้เห็นนวัตกรรมใหม่จาก "บล็อกเชน" กันอีกเร็วๆ นี้แน่
ถึงธนาคารพาณิชย์จะนำ "บล็อกเชน" มาประยุกต์ใช้ แต่ "สกุลเงินดิจิทัล" กลับเป็นสิ่งที่ธนาคารนั้นต้องหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด เพราะโดยหลักการ คำว่า "เงิน" นั้นจะต้องสามารถใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการได้ และเราแทบจะหาร้านค้าที่รับเงินสกุลดิจิทัลนี้ไม่ได้เลย ซึ่งแตกต่างจากเงินกระดาษอย่างสิ้นเชิง เพราะ เงินกระดาษมีรัฐบาลและทุนสำรองของประเทศนั้นๆ หนุนอยู่ และเป็นสิ่งที่ทำให้ค่าเงินมีความน่าเชื่อถือว่าสามารถใช้แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทำให้ธนาคาร ที่มีหน้าที่ดูแลเงินฝากของประชาชน ไม่สามารถทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ "สกุลเงินดิจิทัล" ได้ เพราะมีความเสี่ยงสูงและไม่เป็นที่ยอมรับของระบบธนาคาร ดังนั้นถ้าเห็นธนาคารไหนโฆษณาว่าใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนนั้น ไม่ได้แปลว่าธนาคารนั้นสามารถทำธุรกรรมกับสกุลเงินดิจิทัลได้นะ แต่แค่ยืมเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้เฉยๆ เหมือนสุภาษิตว่า "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง"







