posttoday
กลต.เพิ่มเกณฑ์ดูแลความเสี่ยง ลงทุนตราสารหนี้

กลต.เพิ่มเกณฑ์ดูแลความเสี่ยง ลงทุนตราสารหนี้

07 พฤศจิกายน 2560

พรสวรรค์ นันทะ ตลาดตราสารหนี้เอกชนขยายตัวต่อเนื่องมีสัดส่วนเป็น 1 ใน 3 เสาหลักของเศรษฐกิจไทย ควบคู่กับตลาดหุ้นและระบบธนาคารพาณิชย์ เห็นได้จากตลาดตราสารหนี้มีอัตราเติบโตสูงจาก 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) มาอยู่ที่ 75% ในช่วงระยะ 20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลดีต่อการสร้างความดุลให้เศรษฐกิจภาพรวม

พรสวรรค์ นันทะ

ตลาดตราสารหนี้เอกชนขยายตัวต่อเนื่องมีสัดส่วนเป็น 1 ใน 3 เสาหลักของเศรษฐกิจไทย ควบคู่กับตลาดหุ้นและระบบธนาคารพาณิชย์ เห็นได้จากตลาดตราสารหนี้มีอัตราเติบโตสูงจาก 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) มาอยู่ที่ 75% ในช่วงระยะ 20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลดีต่อการสร้างความดุลให้เศรษฐกิจภาพรวม

ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปีนี้มียอดมูลค่าคงค้างตราสารหนี้เอกชนอยู่ที่ 3.77 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่แล้วทั้งปีที่ 3.78 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นกู้ 92% และตั๋วเงิน (บี/อี) อีก 8%

จารุพรรณ อินทรรุ่ง ผู้ช่วย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต.เตรียมออกหลักเกณฑ์การกำกับใหม่ จะเปิดรับฟังคิดเห็นในชั้นการยกร่างประกาศภายในเดือน พ.ย.ปีนี้ แต่จะออกเกณฑ์มาใช้ในต้นปี 2561 และบังคับจริงใช้ช่วงเดือน เม.ย. เพราะจะให้เวลาผู้ออก ผู้ขาย และตัวกลางปรับตัว เป็นมาตรการช่วยดูแลความเสี่ยงและคุ้มครองนักลงทุน ส่วนช่วงนี้ถ้าใครจะออกก็ใช้เกณฑ์เก่าไปก่อน แต่ก็จะเข้มขึ้น เพราะ ก.ล.ต.ได้สื่อสารกับตัวกลางไปแล้วว่าให้ดูแลมากขึ้น

"การขยายตัวที่ดีของตลาด การผิดนัดชำระหนี้เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน รวมถึงปัญหาการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ที่ผิดไปจากที่คาดไว้ อาทิ การออกตั๋วบี/อีขายนักลงทุนรายใหญ่ จำนวนมาก, PP-วงแคบถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ แทนที่จะขายให้ไม่เกิน 10 ราย จากเดิมที่ ก.ล.ต.ไม่ได้เข้มงวด เพราะกังวลว่าจะไปปิดกั้นการระดมทุนของเอส เอ็มอีหรือธุรกิจ จึงไม่ให้เปิดเผยข้อมูลของบริษัทก่อนการขาย เพราะมองว่าเป็นการระดมทุนกับคนรู้จัก ซึ่งรู้ข้อมูลบริษัท รู้ความเสี่ยงดีแล้ว แต่กลับพบว่ามีการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ นำไปขายให้กับไฮเน็ตเวิร์กในวงกว้างขึ้น และยังพบปัญหาตัวกลาง คือ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ธนาคารพาณิชย์ ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ไม่ดีนักก่อนออกขาย บวกกับนักลงทุนมีพฤติกรรมมุ่งแสวงหาผลตอบแทนสูงไม่ดูความเสี่ยง ขณะที่ผู้ออกตราสารหนี้เองอาจไม่มี ธรรมาภิบาล รวมถึงออกการระดมทุนระยะสั้นไปใช้ระยะยาว ทำให้ออกตราสารหนี้ใหม่มาทดแทนตัวเดิม (Rollover) ไม่ทันสะดุด (Maturity mismatch)"

ทั้งนี้ เกณฑ์ใหม่ที่จะปรับปรุง 7 ข้อ คือ 1) แยกการกำกับนักลงทุนไฮเน็ตเวิร์กออกจากนักลงทุนสถาบัน เพื่อคุมครองไฮเน็ตเวิร์กมากขึ้น 2) ปรับปรุงการอนุญาตไฮเน็ตเวิร์กและนักลงทุนทั่วไป เพื่อไม่ให้คนไม่ดีเข้ามาระดมทุน เช่น บริษัทผู้ออกต้องมีธรรมาภิบาล ไม่มีประวัติการทุจริต เป็นต้น 3) เพิ่มกลไกการคุ้มครองนักลงทุน เช่น มีผู้แทน ผู้ถือหุ้นของผู้ออกตราสารต้องเปิดเผยสรุปข้อมูลการเงินสำคัญให้นักลงทุนดูความเสี่ยงได้

4) เพิ่มมาตรฐานการปฏิบัติงานของตัวกลาง ต้องแยกงานทำโปรดักต์และการขายออกจากกัน และต้องให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ลูกค้ารับได้ 5) ปรับปรุงเกณฑ์ให้ผู้ออกตราสารสะดวกขึ้น โดยออกเกณฑ์อนุญาตแบบโครงการ (Medium Turm Note) รองรับการขายที่ไม่ซับซ้อนทุกสกุลต่อผู้ลงทุน โดยไม่จำกัดอายุตราสารในช่วงเวลา 2 ปีนับจากอนุญาตเพื่อให้เร็วขึ้น และ 6) ผู้ออกตราสารหนี้ต่อไปต้องเตรียมแหล่งเงินสำรอง ในกรณีที่ Rollover ตราสารหนี้ระยะสั้นไม่ได้ ซึ่ง 6 ข้อนี้คาดว่าจะออกเกณฑ์ได้ต้นปีหน้า

และ 7) จำกัดการขายบี/อีให้ใช้ระดมทุนเฉพาะวงจำกัด 10 ราย ไม่ให้กระจายวงกว้าง เพิ่มกลไกการคุ้มครองผู้ลงทุนมากขึ้น เช่น การขายหุ้นกู้ระยะยาวให้ผู้ลงทุนรายใหญ่ ต้องมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และมีการเปิดเผยข้อมูลที่สะท้อนความสามารถในการชำระหนี้มากขึ้น เพราะต่อไปจะเปิด ประตูขายบี/อีไม่ให้ขายไฮเน็ตเวิร์กโดยตรง ต้องผ่านตัวกลาง ซึ่งเกณฑ์นี้จะออกเดือน ก.ค.ปีหน้า จะได้ให้เวลาผู้ออกหาแหล่งเงินทุนอื่นได้ทัน ปัจจุบันมูลค่าการออกบี/อีคงค้างอยู่ที่ 2.93 แสนล้านบาท การออกโดยรวมลดลงเล็กน้อยหลังมีการผิดนัดชำระเกิดขึ้น โดยหันไปออกหุ้นกู้แทน อีกอย่างถ้าจะออกต้องวางหลักประกันเพื่อให้ขายได้

ปัจจุบันการผิดนัดชำระยังไม่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมี 7 ราย จาก 10 ราย ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ในสัดส่วนที่น้อย ณ เดือน ต.ค.ปีนี้ ผิดนัดรวม 5,800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.4% ของมูลค่าตราสารหนี้รวม 3.77 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย