
กรุงเทพฯ เมืองดับฝัน
งานวิจัยตอกย้ำว่า กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นเมืองที่รถติดมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน แซงหน้าจาการ์ตา เมืองหลวงอินโดนีเซีย และกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์
งานวิจัยตอกย้ำว่า กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นเมืองที่รถติดมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน แซงหน้าจาการ์ตา เมืองหลวงอินโดนีเซีย และกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์
ปัญหาดังกล่าวนี้ทำให้เกิดการสูญเสียเงินไปปีละ 9 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยต่อการใช้รถคันละ 1.57 แสนบาท/ปี ซึ่งจะส่งผลให้จีดีพีอาเซียนลดลง 2-5%
ตัวเลขประมาณการข้างต้นนี้สะท้อนอย่างมีนัยต่อนโยบายการพัฒนาเมืองและการวางระบบขนส่งสาธารณะในอนาคต ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินนโยบายของภาครัฐประสบความล้มเหลว หรือไม่มีประสิทธิภาพพอจะเทียบเคียงกับมาตรฐานเมืองใหญ่ระดับโลก
ในฐานะที่ กทม.เป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนหลักของประเทศไทยในแทบทุกด้าน จึงจำเป็นต้องเร่งทบทวนแนวคิดการบริหารเมืองอย่างถอนรากถอนโคนและเป็นระบบ โดยต้องมีการกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานที่มีตัวชี้วัดจับต้องได้ ประเมินผลได้ ควบคู่กรอบยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้นโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
กทม.เป็นฐานการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นหัวใจความมั่งคั่งของประเทศ ขณะเดียวกันมหานครแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่ต่อยอดลมหายใจของประชากรอีกจำนวนมหาศาล แต่การเดินทางไปมา ณ จุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งท่ามกลางการขยายตัวและพลวัตเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง กลับถูกชี้นำโดยกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์หรือนักพัฒนาพื้นที่แบบผูกขาดและ วงแคบ
แทนที่กลไกของรัฐจะเป็นแกนนำผลักดันนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย กลับเกื้อหนุนและส่งเสริมให้เมืองทวีความแออัดมากขึ้น ปริมาณถนนและการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ขาดความสมดุล ระบบขนส่งมวลชนที่สามารถเชื่อมต่อการสัญจรที่สะดวกสบาย กลับตกอยู่ในสภาพเต่าคลาน เต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการ
ขณะที่ผู้คนหลั่งไหลจากทั่วสารทิศมุ่งหน้าพึ่งพาความเจริญเพื่อแสวงหาโอกาส การเบียดแย่งการใช้พื้นที่สาธารณะก็ยิ่งเพิ่มเป็นเงาตามตัว พ่อค้าแม่ขายต้องการที่ทางเล็กๆ ริมฟุตปาทเพื่อดำรงชีพ แท็กซี่เป็นอาชีพที่ใครๆ ก็สามารถลงนั่งหลังพวงมาลัยได้ทุกเมื่อ แต่ก็ล้วนละเลยกฎเกณฑ์ที่พหุสังคมพึงมี
วิถีไทยที่หย่อนยานต่อกฎการใช้พื้นที่ร่วมกัน ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่จริงจัง ส่งผลให้ กทม.กลายเป็นศูนย์รวมความอีเหละเขะขะในแทบทุกด้าน
จึงไม่แปลกที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองมลพิษมากที่สุด รถติดมากที่สุดในอาเซียน มีปัญหาน้ำท่วมขังเรื้อรัง ขยะล้นเกินความสามารถการจัดการ ฯลฯ ผู้อาศัยเมืองแห่งนี้จึงต้องมีความอดทนสูงกว่าการใช้ชีวิตในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ
แนวทางการแก้ไขมีหลากหลาย แต่ก็ไม่ถูกนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ด้วยเพราะการบริหาร กทม.ที่ยึดรูปแบบการเลือกตั้งคณะผู้บริหารก็ไม่มีอานุภาพมากพอจะทลายอุปสรรค จนสามารถเปลี่ยนให้ กทม.เป็นเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืนดังที่ควรจะเป็น
หนึ่งในปัญหานั้นคือกลไกรัฐที่ยังเป็นเงื่อนปมร้อยรัดขัดขวางการพัฒนา ขณะที่คนกรุงเอาแต่ได้และหวังตักตวงประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าการลงแรงสร้างนิมิตหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
กทม.ในวันนี้จึงเป็นเมืองฝันร้าย ไม่ได้น่าอยู่ตามที่ทุกคนคาดหวัง n







