
ทำไมต้องล้มกระดานการปรับปรุง พรบ.คุ้มครองพันธุ์พืช (จบ)
อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ ผมขอแสดงความเห็นต่อการแก้กฎหมายร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงพันธุ์พืชในประเด็นที่จะเปิดทางให้โจรสลัดชีวภาพเข้ามาใช้พันธุ์พืชประเภทต่างๆ ของไทยโดยง่าย ดังนี้
อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ
ผมขอแสดงความเห็นต่อการแก้กฎหมายร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงพันธุ์พืชในประเด็นที่จะเปิดทางให้โจรสลัดชีวภาพเข้ามาใช้พันธุ์พืชประเภทต่างๆ ของไทยโดยง่าย ดังนี้
3.1 กรณีพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ยังคงเป็นแบบเดิมที่นิยามว่าจะต้องมีอยู่ฉพาะในชุมชนใดชุมชนหนึ่งเท่านั้น โดยชุมชนดังกล่าวเท่านั้นที่มีสิทธิจดทะเบียนคุ้มครอง ส่วนการคุ้มครองก็จะมีแนวทางทำนองเดียวกันกับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ที่นำมาจดทะเบียน ใครจะเอาไปใช้ประโยชน์ทางการค้าก็ต้องขออนุญาตจากชุมชนที่เป็นผู้ขอจดทะเบียน
3.2 กรณีพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปที่ตามกฎหมายเดิมสรุปว่าคือพันธุ์พืชทุกประเภทในประเทศไทยที่ไม่ใช่พันธุ์พืชอีก 3 ประเภท (พันธุ์พืชใหม่ พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น และพันธุ์พืชป่า) ทำให้ขอบเขตของพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปกว้างขวางมาก โดยรวมเอาพันธุ์พืชที่ผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์มาแล้วไว้ด้วย จึงมีการตัดพันธุ์เหล่านี้ออกจากนิยามฯ
กรณีดังกล่าวย่อมไม่กระทบกระเทือนกับการคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป และพันธุ์พืชป่าแต่อย่างใด เพราะยังคงควบคุมการนำพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่าไปใช้ประโยชน์และถ้าจะเป็นประโยชน์ทางการค้าก็ต้องทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ก่อน ซึ่งก็เป็นหลักการเดิมนั่นเอง (มาตรา 52, 53 เดิม และมาตรา 62, 63 ใหม่)
อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังไม่เห็นถึงแนวทางในการบริหารจัดการพันธุ์พืชที่ผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์มาแล้วที่ไม่จัดอยู่ในพันธุ์พืชทั้งสี่ประเภทแต่อย่างใด จึงเป็นจุดอ่อนทำให้ผู้ที่ไม่เชื่อมั่นในระบบราชการเหมาเอาเลยว่าราชการกำลังเปิดช่องให้มีการขโมยพันธุ์ได้
3.3 กรณีการไม่กำหนดให้ต้องแสดงที่มาของสารพันธุกรรมเป็นเงื่อนไขในการขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ตามกฎหมายเดิม มาตรา 19 (3) จึงกล่าวหาว่าเป็นการแสดงเจตนาเปิดช่องในเรื่องการขโมยพันธุ์พืชไปดัดแปลงเป็นพันธุ์พืชใหม่ เดิมกำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ต้องแสดงที่มาของพันธุพืชหรือสารพันธุกรรมที่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ และกรรมวิธีในการปรับปรุงพันธุ์
แต่เนื่องจากในการตรวจสอบความเป็นพันธุพืชใหม่ต้องมีข้อมูลอื่นๆ มากกว่าที่ระบุเดิม จึงปรับวิธีการเขียนเป็น "ข้อมูลหรือเอกสารหรือวัสดุจำเป็นแก่การตรวจสอบพันธุ์พืชใหม่ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด" พนักงานเจ้าหน้าที่ในที่นี้คือผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศแต่งตั้งให้ปฏิบัติตามกฎหมายนี้ที่แก้ไขจึงเป็นวิธีการเขียนให้เปิดกว้างไม่ใช่เจตนาร้ายต่อการคุ้มครองพันธุ์พืชตามที่กังวล
4.กรณีการตัดข้อกำหนด (ในมาตรา 13 เดิม) ให้พืชจีเอ็มโอที่จะขอรับการคุ้มครองต้องผ่านกระบวนการรับรองความปลอดภัยชีวภาพ ข้อเท็จจริงเป็นการยกเลิกมาตรา 13 เดิม ที่ห้ามจดทะเบียนพืชที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนอย่างรุนแรง เนื่องจากพันธุ์พืชที่จะขอจดทะเบียนจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรา 13 เดิม
ในส่วนพืชจีเอ็มโอที่ระบุเป็นตัวแทนของพืชที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมฯ และถูกกำหนดให้ต้องผ่านการรับรองความความปลอดภัย ฝ่ายแก้ไขเห็นว่ามีกฎหมายห้ามนำเข้ามาปลูกอยู่แล้ว จึงไม่ต้องนำมาระบุอีก
5.กรณีการตัดประเด็นปัญหาเรื่องความมั่นคงทางอาหารและการตั้งราคาเมล็ดพันธุ์แพงจนเกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงได้ (มาตรา 36 เดิม) ข้อเท็จจริงในมาตรา 43 ใหม่ ระบุไว้ชัดเจนในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การป้องกันการผูกขาดทางการค้า หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการก็สามารถออกประกาศให้บุคคลทั่วไปใช้พันธุ์พืชคุ้มครองที่กำหนดได้ แต่ก็ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมแก่เจ้าของพันธุ์ด้วย
6.กรณีการแก้ไขที่มาของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (12 คน เป็นเกษตรกร 6 คน) ที่เดิมกำหนดให้คัดเลือก กรรมการที่เป็นเกษตรกรจากการเสนอชื่อของกลุ่ม ชมรม สมาคม กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตรของทุกภูมิภาค ภูมิภาคละอย่างน้อย 1 คน แก้ไขเป็นการแต่งตั้งแทน สะท้อนการรวบอำนาจของบุคคลบางกลุ่มที่ร่างกฎหมายฉบับนี้
ข้อเท็จจริงเรื่องที่มากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมักมี 2 ลักษณะ คือ 1) มีการสรรหาแล้วนำเสนอผู้มีอำนาจตามกฎหมายเพื่อแต่งตั้ง และ 2) ใช้วิธีการคัดเลือก-เลือกตั้งแล้วเสนอชื่อให้ผู้มีอำนาจ ทั้งสองแบบล้วนมีข้อเด่นข้อด้อย แบบแรกอาจจะรวดเร็วแต่อาจคัดเลือกเฉพาะบุคคลที่ผู้สรรหาคุ้นเคย ถ้าผู้สรรหามองประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญก็จะไปได้ดีถึงดีมาก
ในทางตรงกันข้ามก็อาจจะเสนอแต่พวกพ้อง ซึ่งก็ขึ้นกับผู้มีอำนาจแต่งตั้งจะพิจารณาอีกขั้นหนึ่ง ในแบบที่สองจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าแบบแรก ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นคือการลงทุนลงแรง และความล่าช้าในกระบวนการคัดเลือก- เลือกตั้ง เป็นสาเหตุหลักทำให้คณะกรรมการหลายต่อหลายชุดไม่อาจประชุม/ทำงานได้ด้วยเหตุที่มีกรรมการไม่ครบองค์ประกอบ
ส่วนการหาคะแนนสนับสนุนในชั้นคัดเลือก-เลือกตั้ง ซึ่งจะเข้มข้นเพียงใดก็แล้วแต่ว่าเป็นคณะกรรมการในลักษณะใด กรณีการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชที่ผ่านมาก็ต้องลงทุนลงแรงมาก และมักจะประสบปัญหาล่าช้าในกระบวนการได้มา ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารงานอย่างยิ่ง จึงเสนอให้ใช้วิธีผสมผสานด้วยการสรรหาจากทุกภูมิภาคแล้วเสนอคณะกรรมการสรรหาพิจารณาเสนอผู้มีอำนาจแต่งตั้งต่อไป
ผมขอลองยกตัวอย่างประโยชน์ของร่างฉบับใหม่ เช่น 1) เพิ่มเงื่อนไขที่ไม่สามารถขอจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่ได้ 1.1) พันธุ์ลูกผสมที่เอาไปปลูกต่อแล้วกลายพันธุ์ 1.2) พันธุ์ใหม่ที่ยังไม่ขายส่วนขยายพันธุ์แต่กลับนำผลผลิตออกขายเกิน 1 ปี
2) ชื่อพันธุ์เมื่อจดทะเบียนแล้วจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ 3) แบ่งการขออนุญาตนำพันธุ์พื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่าไปพัฒนาพันธุ์ใหม่ออกเป็น 2 ขั้นตอน เพราะเดิมจะต้องพิจารณาการแบ่งปันผลประโยชน์ทันทีที่ขออนุญาตนำพันธุพืชพื้นเมืองทั่วไปไปปรับปรุงพันธุ์
ร่างใหม่จะพิจารณาแบ่งปันฯ ก็ต่อเมื่อจะนำไปใช้ประโยชน์ทางการค้า ทำให้นักปรับปรุงพันธุ์รายย่อยที่มีต้นทุนต่ำกว่าสามารถเข้าถึงการปรับปรุงพันธุ์พื้นเมืองทั่วไปได้ง่ายขึ้น 4) ลดเงื่อนไขทำให้ขึ้นทะเบียนชุมชนตามกฎหมายนี้ง่ายขึ้น
รวมถึงการเพิ่มสิทธิการขอรับ เงินอุดหนุนจากกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช เป็นการสนับสนุนให้ชุมชนอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะ ถิ่น พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า ได้มากขึ้น
ความเห็นส่วนตัวของผมไม่เกี่ยวกับกรมวิชาการเกษตร แต่ขอเชิญชวนแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายได้ที่เว็บไซต์กรมวิชาการเกษตร http://info.doa.go.th/rubfung/pvp/ n







