
กสิกรโดดพยุง เอสเอ็มอีเดี้ยง
โพสต์ทูเดย์
— กสิกรไทยตรวจสุขภาพเอสเอ็มอีเดือดร้อนบาทแข็ง 120 ราย ร่วม 3,000 ล้านบาทนายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่สำรวจลูกค้าเอสเอ็มอีถึงผลกระทบต่อค่าเงินบาทเทียบกับเหรียญสหรัฐ พบว่าลูกค้าที่มีความสุ่มเสี่ยงจากการได้รับผลกระทบจากเงินที่แข็งค่าขึ้น 120 ราย จากลูกค้าทั้งสิ้น 5 แสนราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อที่ได้รับผลกระทบ 3,000 ล้านบาท หรือ 1% ของสินเชื่อรวม 3.7 แสนล้านบาท
ขณะที่ลูกค้าส่วนใหญ่ยังสามารถต้านทานต่อผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่าได้ เนื่องจากบริหารต้นทุนได้ดี มีความยืดหยุ่น จึงชำระหนี้ธนาคารได้โดยไม่จำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือจากธนาคาร
นายปกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารได้ให้การสนับสนุนลูกค้าเอสเอ็มอีที่มีมูลค่าการส่งออกน้อย ให้ทำประกันความเสี่ยงมากขึ้น จึงออกแพ็กเกจที่คิดอัตราค่าธรรมเนียมถูกลงเพื่อจูงใจให้ลูกค้า 40% มาทำประกันความเสี่ยงในอัตราเดียวกับลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ จากปัจจุบันเอสเอ็มอีมีการซื้อประกันความเสี่ยงน้อยมากเพียง 15%
สำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอีนั้นคาดว่าในปีนี้จะโตได้ 810% ฐานสินเชื่อเพิ่มเป็น 3.9 แสนล้านบาท
ล่าสุดธนาคารกสิกรไทยร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกสินเชื่อเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์กสิกรไทยปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการที่ไม่มีประสบการณ์ โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน มีความยืดหยุ่นในการผ่อนชำระช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจสูง โดยให้สินเชื่อสูงสุดถึง 80% ของเงินลงทุนทั้งหมด
ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่าที่ผู้ซื้อสิทธิแฟรนไชส์ จะต้องได้รับการรับรองจากผู้ให้สิทธิ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการแล้ว 20 ราย จึงตั้งเป้าเพิ่มอีก 40 ราย คิดเป็นสัดส่วน 10% ของบริษัทแฟรนไชส์ทั้งหมด โดยตั้งเป้าหมายการปล่อยกู้โครงการดังกล่าว 3,000 ล้านบาท มีทั้งสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนและใช้เพื่อการปรับปรุงกิจการ
ทั้งนี้ แบ่งสินเชื่อตามช่วงอายุธุรกิจ ได้แก่ สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ จะให้วงสินเชื่อสูงสุด 80% ของเงินลงทุนทั้งหมด ซึ่งจะมีลักษณะสินเชื่อที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม คือ สินเชื่อแบบไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สินเชื่อแบบที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 50% และสินเชื่อแบบลดหย่อนการผ่อนชำระขั้นต่ำ 18 เดือน ซึ่งเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการลดภาระ ด้วยการผ่อนชำระขั้นต่ำ 18 เดือนแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนสามารถใช้บริการสินเชื่อแบบมีหลักประกัน ซึ่งจะได้รับวงเงินสินเชื่อสูงสุดตามมูลค่าหลักประกันได้ด้วย
สำหรับลูกค้ากลุ่มที่เริ่มต้นธุรกิจมาแล้วระยะหนึ่ง มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจตั้งแต่ 13 ปี ที่ต้องการเงินทุนมาใช้หมุนเวียนในกิจการ ปรับปรุงหรือตกแต่งร้านใหม่ สามารถเลือกใช้บริการสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อตกแต่งหรือขยายร้านได้สูงสุด 1 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการด้วยวงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) แบบไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน วงเงินสูงสุด 300,000 บาท
นายปกรณ์ กล่าวว่า เงื่อนไขในการขอสินเชื่อดังกล่าว ผู้ซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์จะต้องได้รับการผ่านการรับรองจากผู้ให้สิทธิ์แฟรนไชส์ โดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 20 ราย โดยธนาคารตั้งเป้าผู้เข้าร่วมเพิ่มอีก 40 ราย เป็น 60 ราย หรือ 10% ของบริษัทแฟรนไชส์ทั้งหมด พร้อมตั้งเป้าปล่อยกู้โครงการดังกล่าว 3,000 ล้านบาท







