
ขี่กระทิง... สอยหุ้นเด่นเข้าพอร์ต
พูลศรี เจริญนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบัน มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มตลาดหุ้นไทย ที่คาดว่าได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและแรงสนับสนุนจากการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัว การส่งออกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงสดใส
พูลศรี เจริญ
นักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบัน มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มตลาดหุ้นไทย ที่คาดว่าได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและแรงสนับสนุนจากการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัว การส่งออกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงสดใส
ส่วนปัจจัยที่จะรบกวนการลงทุน พร้อมกับเตือนให้นักลงทุนต้องติดตามข่าวสาร คือ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศและนโยบายทางการเงินของสหรัฐ ที่ส่งผล ถึงการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน และการเคลื่อนย้าย เงินทุน
ขณะที่ปัจจัยระยะสั้นมี 2 ประเด็นที่ต้องจับตา คือ ดัชนีภาคการผลิตทั่วโลก และประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่
ศิริพร สินาเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี กล่าวว่า บริษัทมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในระยะกลางถึงยาว จากการที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ หุ้นไทยยังน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาด หลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค หากพิจารณาผลตอบแทนย้อนหลังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (1 ต.ค. 2550-29 ก.ย. 2560) จะพบว่าการลงทุนในหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.23% ต่อปี
ทั้งนี้ บลจ.กรุงศรี คาดการณ์ SET Index ปีหน้าจะ ปรับตัวไปได้ถึง 1,815 จุด โดยอิงจากกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่คาดว่าจะเติบโต 9% จากปีนี้ และราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี เรโช) ที่ระดับ 16.5 เท่า
คำแนะนำการลงทุนในเดือน พ.ย.นี้ ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ กล่าวว่า จากภาวะตลาดหุ้น ไทยที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นและปรับตัวลงอย่างจำกัด จึงแนะนำให้ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบเลือกหุ้นรายตัว (Selective)
หุ้นที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว ได้แก่ หุ้นที่ ปรับตัวน้อยกว่าตลาด (Laggard) เช่น ชิ้นส่วนอิเล็ก ทรอนิกส์ซึ่งยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ได้แก่ ยอดขาย เซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกที่ยังคงปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มนี้แนะนำซื้อลงทุน บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE)
ส่วนการลงทุนระยะสั้น กลุ่มค้าปลีกน่าสนใจจากการขยายตัวของรายได้เกษตรกรเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยได้ เข้าสู่โครงการพักชำระหนี้ของรัฐบาลมีจำนวนเพิ่มขึ้น และ ความเป็นไปได้ของมาตรการช็อปช่วยชาติเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย
บล.ทรีนีตี้ คาดว่า หุ้นที่ได้ประโยชน์หลักจากปัจจัยดังกล่าว ได้แก่ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) และบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER)
สำหรับการลงทุนเกาะธีมกองทุนคู่แฝดลดหย่อนภาษี คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.ของทุกปีถือเป็นฤดูกาลที่เงินไหลเข้าลงทุนในหุ้นประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ มีการคาดหมายว่าแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันจะกระจุกตัวอยู่ในเดือน พ.ย.-ธ.ค. คือ รวมกัน 50-60% ของยอดซื้อ LTF ทั้งปี และในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้สถานการณ์ไม่น่าจะต่างกัน จึงเชื่อว่าแรงซื้อ จาก LTF จะช่วยพยุงดัชนีหุ้นไทยได้แม้จะมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ
บล.เอเซีย พลัส แนะนำเลือกหุ้นที่กองทุน LTF มีโอกาสซื้อสะสมเข้าพอร์ต ประกอบด้วยหุ้นใน SET100 เป็นหุ้นที่ราคามีโอกาสปรับขึ้นในเดือน พ.ย.-ธ.ค. ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าตลาด
พร้อมกันนี้ ได้คัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจลงทุนมา ให้ 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) บริษัท โรบินสัน (ROBINS) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT)
วิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ ฉายภาพรวมตลาดหุ้นไทยว่า จากการเก็บสถิติพบว่า มีโอกาส 80% ที่นักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นไทยในช่วงเดือน พ.ย.และเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็นการขายสุทธิก่อนหยุดยาวปลายปี
ขณะที่หุ้นไทยปรับขึ้นมาแล้ว 5 เดือนติดต่อกัน โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ให้ผลตอบแทนแล้วประมาณ 20% (ดัชนีปรับขึ้น 12% และกำไรจากค่าเงิน 8%) ประกอบกับมีปัจจัยความไม่แน่นอนจากต่างประเทศรุมเร้าทำให้นักลงทุนต่างชาติมีโอกาสขายเพื่อล็อกผลกำไรไว้ก่อน
ในช่วงที่เหลือของปีนี้ บล.ทิสโก้ ประเมินกรอบแนวรับไว้ที่ 1,700-1,680 จุด เป้าหมายปลายปีที่ 1,750 จุด และ คาดว่าจะเห็นหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแตะ 1,850 จุด ในไตรมาส แรกปีหน้า
มาที่มุมมองของนักลงทุนรายใหญ่และพอร์ตการลงทุนส่วนตัว โดย วัชระ แก้วสว่าง หรือเสี่ยป๋อง ระบุว่า ส่วนตัวเชื่อมาตลอดว่าหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นเพราะด้วยพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและกำไรของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้เลวร้าย แต่ที่ผ่านมาก็จะมีในส่วนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ยังไม่ดีทำให้มองภาพรวมๆ ว่าไม่ดี
ในความเป็นจริงแล้ว เสี่ยป๋อง บอกว่า ต้องแยกแยะ เมื่อเชื่อว่าหุ้นจะดีและในพอร์ตลงทุนส่วนตัวนั้นก็จะมีหุ้นเต็มอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดก็ทำให้พอร์ตโตตามขึ้นด้วย แต่ก็ไม่ได้มากหรือหวือหวาเพราะส่วนใหญ่จะลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ แทบทั้งสิ้น
"พอร์ตลงทุนผมใหญ่จึงลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มี สภาพคล่องเป็นหลัก ส่วนการเข้าไปลงทุนหุ้นขนาดเล็กจะมีผลต่อราคา ถ้าผมเข้าและหุ้นขยับแรงก็จะถูกจับตาทันที ดังนั้นจึงลงทุนในหุ้นใหญ่" เสี่ยป๋อง กล่าว
ทั้งหมด คือ มุมมองที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์มีต่อทิศทางการลงทุนในหุ้นไทย พร้อมคำแนะนำและกลยุทธ์การลงทุน
สุดท้ายนี้ขอเตือนความทรงจำนักลงทุน โดยขอยกเหตุการณ์ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ดัชนีหุ้นไทยเคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 1,789.16 จุด เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2537 หรือประมาณ 24 ปีที่แล้ว และใครจะไปเชื่อว่าดัชนีดิ่งเหวลงมาเหลือเพียง 204.59 จุด ในวันที่ 4 ก.ย. 2541
ดังนั้น อย่าขี่กระทิงจนลืมนึกถึงความเสี่ยง มิฉะนั้นจะ ทำให้ติดกับดักหุ้นแพง ที่สำคัญคือ การลงทุนในหุ้นอย่ามอง เพียงแค่ดัชนี แต่ให้เลือกลงทุนในหุ้นรายตัว







