
รู้หน้า...ไม่รู้ 'หนี้'
ฝ่ายส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย"กิเลสดับได้ด้วยการซื้อ"
ฝ่ายส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
"กิเลสดับได้ด้วยการซื้อ"
ประโยคนี้อาจเป็นคติประจำใจของใครหลายคนทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว หรือบางครั้งที่เราเห็นเพื่อนๆ ถอยรถป้ายแดง มีโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดใช้ตลอด หิ้วกระเป๋า แบรนด์เนม เที่ยวเมืองนอกเป็นว่าเล่น อัพรูปโชว์ความสุขในโลกโซเชียลแล้วก็อิจฉาชีวิตเขาเหลือเกิน
ได้แต่คิดกับตัวเองว่า ทำอย่างไรจึงจะมีชีวิตดีๆ แบบเขาบ้าง จะรอเก็บเงินซื้อก็คงจะนานไป จะรูดบัตรเครดิตหรือกู้เงินมาซื้อบ้างให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดีไหม
จากข้อมูลงานวิจัยเรื่อง "X-ray พฤติกรรมการกู้ของคนไทยผ่าน Big Data ของเครดิตบูโร" โดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่า คนไทยมีบัตรเครดิตเฉลี่ยคนละ 3 ใบ มีสินเชื่อส่วนบุคคลเฉลี่ย 1 สัญญา และมีสัดส่วนของผู้ที่มีหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลสูงถึง 70% ของผู้กู้ทั้งหมด (ไม่รวมสินเชื่อเพื่อธุรกิจ) และมีจำนวนผู้มีหนี้เสียสูงถึง 16.1% ของผู้ที่มีหนี้กลุ่มข้างต้น
นอกจากนั้น ยังมีผลการศึกษา ที่น่าจับตามองคือ ผู้กู้ในวัยทำงาน (อายุระหว่าง 25-45 ปี) มีสินเชื่อหลายประเภท ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต รถ บ้าน เนื่องจากเป็นวัยสร้างเนื้อสร้างตัวและมีความสามารถในการชำระหนี้เพราะมีรายได้เป็นของตัวเอง จึงทำให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม ความง่ายที่ว่านี้กลับส่งผลให้คนวัยทำงานมีสัดส่วนที่เป็นหนี้เสียสูงกว่าคนวัยอื่น ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าหลายคนมีภาระหนี้มากเกินกำลังความสามารถที่จะชำระได้นั่นเอง
สำหรับคนวัยทำงานที่มักถูกประเมินโดยรวมๆ ว่ามีรายได้และความสามารถในการชำระหนี้มาก คงมีหลายครั้งที่โปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้ใช้บัตรเครดิตคอยเชิญชวนให้ตกหลุมพรางของการเป็นหนี้ได้ง่ายๆ
ถึงแม้ว่าบัตรเครดิตจะมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ไม่ต้องพกเงินสด สะสมแต้มแลกของรางวัล ใช้ผ่อนสินค้าราคาสูงได้ แถมบางทีก็ไม่มีดอกเบี้ยอีก ต่างหาก
แต่สิทธิพิเศษเหนือระดับเหล่านี้อาจเป็นแรงจูงใจให้รูดบัตรหรือขอสินเชื่อเพิ่มไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถจ่ายเต็มจำนวนได้ รู้ตัวอีกทีก็มียอดหนี้พร้อมดอกเบี้ยแสนแพงเป็นของสะสมไปพร้อมๆ กับแต้ม
เมื่อภาระมากขึ้นก็ส่งผลให้สภาพคล่องลดลงเพราะต้องนำเงินไปจ่ายหนี้ ถ้าจ่ายได้แค่ขั้นต่ำนานวันเข้าก็กลายเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัวไปแบบไม่ทันได้เตรียมใจ เพราะบัตรเครดิตคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราสูงถึง 18% ต่อปี
หากเรามีหนี้ 2 หมื่นบาท และจ่ายแต่ขั้นต่ำ เราต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี 4 เดือน จึงชำระหนี้หมด และต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นประมาณ 3,100 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลย
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจกู้เงินทุกครั้ง ถามตัวเองว่า "เงินกู้นั้นช่วยสร้างสินทรัพย์หรือทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่" และ "เราจะสามารถชำระหนี้ก้อนนี้ได้หรือไม่"
ถ้าคำตอบคือ "ไม่" หนี้ก้อนนี้ ก็ไม่ควรเกิดขึ้น ซึ่งอัตราส่วนของการเป็นหนี้ที่ปลอดภัยต่อการใช้ชีวิตคือ ภาระหนี้ที่ต้องจ่ายไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน เพื่อให้เราสามารถจัดสรรเงินออมและมีเงินเหลือเพื่อ ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ เดือดร้อน
หากรวมภาระหนี้ที่ต้องจ่ายแล้วได้เกิน 1 ใน 3 ก็ควรตัดใจ หรือหาทางอื่นเพื่อให้ได้มาจะดีกว่า เช่น เลื่อนเวลาที่จะซื้อออกไปก่อน แล้วใช้เวลาช่วงนั้นออมเพิ่มหรือรับงานพิเศษมาทำเพื่อให้มีเงินก้อนใหม่มาซื้อของที่ต้องการโดยไม่ต้องไปเป็นหนี้ใครอีก
จริงๆ แล้วการมีของราคาแพง หรือมีชีวิตสุดเอ็กซ์คลูซีฟจนน่าอิจฉา ไม่ได้แสดงถึงฐานะการเงินที่แท้จริงของคนคนนั้นเสมอไป เพราะบางคนมีชีวิตที่หรูหราในเบื้องหน้า แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยหนี้สินรุงรัง
ฉะนั้น สิ่งที่อยากให้ทุกคนได้ลองปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตด้วยหลักการ "ใช้จ่ายน้อยกว่าที่หาได้" น่าจะเป็นวิธีที่ไม่ยากเกินไป ที่จะทำให้เราอยู่อย่างสุขสบายห่างไกลการเป็นหนี้ อย่างคำกล่าวที่ว่า "การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ"







