
TUมั่นใจกำไรไปต่อ
TU คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปีนี้และปีหน้าดีต่อเนื่อง ราคาวัตถุดิบลด คุมต้นทุนได้ดี กำลังซื้อในประเทศ-เอเชียโต
TU คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปีนี้และปีหน้าดีต่อเนื่อง ราคาวัตถุดิบลด คุมต้นทุนได้ดี กำลังซื้อในประเทศ-เอเชียโต
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) แจ้งกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2560 ที่ 1,737 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นผลจากผลตอบแทนจากการลงทุนใน เรด ล็อบสเตอร์บริษัท Avanti Feeds กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นรวมถึงการจ่ายภาษีที่ลดลง แต่การเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิก็ยังถูกกดดันโดยกำไรจากการดำเนินงานที่ลดลงและดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ กำไรดำเนินงานไตรมาส 3 ของบริษัท 1,319 ล้านบาท ลดลง 29.5% จากไตรมาส 3/2559 จากการอ่อนตัวลงของอัตรากำไรขั้นต้นระหว่างไตรมาส
กำไรสุทธิไตรมาส 3 ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ 9 เดือนแรกปีนี้มีกำไร 4,617 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า แนวโน้มไตรมาส 4 ปีนี้ผลการดำเนินงานมีทิศทางดีขึ้น โดยเฉพาะอัตรากำไรขั้นต้น
ขณะที่่คาดว่าจะดีขึ้นชัดเจนไตรมาสแรกปีหน้า เพราะปีนี้ใกล้สิ้นปีแล้ว จากผลดีของราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง บวกการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี มีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ลดความไม่แน่นอนได้มากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ ดังนั้นการจ่ายปันผลปีนี้ต้องสูงกว่าปีที่แล้ว และอัตราผลตอบแทนปันผลจะเพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 3.4% ในปีนี้
"ราคาวัตถุดิบสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทั้งปลาทูน่าหรือแซลมอน แต่ไตรมาส 4 ปีนี้ราคาทูน่าเริ่มลดลง จาก 2,300 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน เหลือ 2,000 ดอลลาร์/ตัน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีกับผลการดำเนินงานของบริษัท" นายธีรพงศ์ กล่าว
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ยังแข็งค่า ค่าเงินยุโรปที่เกิดจากอังกฤษออกจากยุโรป (เบร็กซิต) ต้นปีที่ผ่านมากระทบจากเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทในปีนี้ค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐาน ปกติในอดีตจะไม่ต่ำกว่า 14% แต่ปีนี้ต่ำกว่า 14% มาตลอด ซึ่งไตรมาส 3 ปีนี้อยู่ที่ 13.2%
นายธีรพงศ์ กล่าวว่า บริษัทจะเน้นควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายสำหรับการขายและบริหารไม่ให้เกินเป้าที่ 10% ซึ่งในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาเหลือ 9% ขณะที่รายการอื่น ทั้งกำไรค่าเงินที่มีการซื้อป้องกันความเสี่ยงไว้ระดับแข็งค่าแต่เงินบาทอ่อนลงก็กำไร บวกกับการลงทุนเรดล็อบสเตอร์และลงทุนในอินเดียยังดี และกำลังซื้อในประเทศและเอเชีย ที่กำลังขยายการเติบโตดีขึ้น โดยเฉพาะจีนที่เติบโตสูง ช่วยชดเชยผลกระทบในตะวันออกกลางที่ชะลอลงได้







