posttoday
กระตุ้นเศรษฐกิจติดลมบน เรียกเชื่อมั่นก่อนเลือกตั้ง

กระตุ้นเศรษฐกิจติดลมบน เรียกเชื่อมั่นก่อนเลือกตั้ง

04 พฤศจิกายน 2560

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงถึงตอนนี้ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในช่วงที่เหลือประมาณ 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ เพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่ประมาณการไว้ปกติให้ได้มากที่สุด

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ถึงตอนนี้ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในช่วงที่เหลือประมาณ 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ เพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่ประมาณการไว้ปกติให้ได้มากที่สุด

โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสั่งการให้คลังไปพิจารณาออกมาตรการลดภาษีช็อปช่วยชาติ เหมือนกับที่ดำเนินการมา 2 ปีก่อนหน้านี้ แต่ครั้งนี้ขอให้พิจารณาให้ขยายเวลาเพิ่มเติมให้ยาวขึ้นกว่าครั้งที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเศรษฐกิจของไทยให้ขยายตัวได้เพิ่มขึ้น

ขณะที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็ออกมารับลูกว่าการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงนี้ ก็จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มเต็มศักยภาพที่ 4-5% ที่รัฐบาลต้องการ เพราะการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพ ก็เหมือนการส่งว่าวให้ขึ้นติดลมบน ก็จะดำเนินการอะไรต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องยากเหมือนตอนนี้ที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ติดลมบน ทำให้ต้องปรับแต่งคอยประคับประคองอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรายละเอียดของมาตรการ รมว.คลัง ยังแบ่งรับแบ่งสู้อยู่บ้าง เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยตอนนี้ก็มีการฟื้นตัวในอัตราเร่งที่ดีอยู่แล้ว หากไล่มาตั้งแต่ปี 2557 ขยายตัวได้ 0.8% ปี 2558 ขยายตัวได้ 2.9% ปี 2559 ขยายตัวได้ 3.2% และปี 2560 กระทรวงการคลังล่าสุดได้ปรับเพิ่มเศรษฐกิจปีนี้โตเป็น 3.8% จากเดิม 3.6% ซึ่งมีการคาดว่าตัวเลขจริงอาจจะขยายตัวได้ถึง 3.9% ซึ่งใกล้เคียง 4%

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ยุบคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ สามารถเดินหน้าไปตามแผนที่ตั้งไว้ ไม่เหมือน 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่ออกมาตรการอะไรมาก็ไม่สามารถเดินหน้าได้ตามแผน ทำให้รัฐบาลต้องตั้งกรรมการชุดนี้

ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี การออกมาตรการกระตุ้นทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่ม ซึ่งมีโอกาสอย่างมากที่จะได้ถึง 4% ที่เป็นการขยายตัวได้เต็มศักยภาพขั้นต่ำที่รัฐบาลคาดไว้ แต่การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็มีข้อเสียทำให้เกิดการเสพติด คิดว่ารัฐบาลจะต้องมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทุกปลายปี ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีช็อปช่วยชาติ หรือมาตรการลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยว นอกจากทำให้รัฐบาลสูญเงินภาษีแล้ว ยังทำให้เกิดการชะลอซื้อสินค้า เกิดการบิดเบือนของการบริโภคและทำให้เศรษฐกิจขยายตัวผิดเพี้ยนไปได้

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถึงสุดท้ายแล้วมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช็อปช่วยชาติคงต้องคลอดออกมา เพียงแค่ลุ้นว่าจะมีการขยายเวลาของมาตรการเพิ่มหรือไม่ จากปี 2558 มาตรการมีอายุ 1 สัปดาห์ และปี 2559 มาตรการมีอายุ 2 สัปดาห์ โดยให้วงเงินช็อปไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ก็ต้องมาลุ้นว่าจะมีการปรับให้หรือไม่ ถึงแม้ว่าจะลุ้นได้ยาก แต่เป็นตัวสำคัญที่จะทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่ม และทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูงขึ้น

ขณะเดียวกันยังต้องลุ้นมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวที่เคยใช้ได้ 2 ปีที่ผ่านมาได้ผล แต่ก็มีปัญหาว่าคนที่ได้ประโยชน์เป็น กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวที่อยู่ในเมืองใหญ่เท่านั้น แต่ท่องเที่ยวท้องถิ่นชุมชนกลับไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการ ดังกล่าว ทำให้ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เสนอให้คลังมีการออกมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว กระทรวงการคลังจึงแสดงท่าทีไม่ชัดเจน ก็ต้องลุ้นว่าจะมีการปัดฝุ่นและนำมารวมแพ็กเดียวกับมาตรการช็อปช่วยชาติเหมือนที่ทำปีที่ผ่านมาหรือไม่

นอกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมดังกล่าว ที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ที่พยายามเร่งรัดกระชับการดำเนินงานให้เข้มข้นในช่วง 2 เดือนสุดท้ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรผู้มีรายได้น้อย 11 ล้านคน ก็ได้พยายามแจกบัตรให้ถึงมือผู้ได้สิทธิ เพื่อไปจับจ่ายใช้สอยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเพิ่ม การเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบโดยการโอนหนี้เข้ามาอยู่ในระบบแบงก์รัฐ ลดภาระทำให้ลูกหนี้มีเงินเหลือไปใช้จ่ายมากขึ้น

การเร่งสินเชื่อฐานรากผ่านธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดย ธ.ก.ส.แจ้งผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปีบัญชี 2560 ช่วง 1 เม.ย.-30 ก.ย. 2560 สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก 3.1 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.78 หมื่นล้านบาท โดยในช่วง 6 เดือนหลังของปีบัญชีคาดว่าจะปล่อยสินชื่อใหม่ได้อีก 4.8 แสนล้านบาท รวมเป็นสินเชื่อที่คาดว่าปล่อยได้ทั้งปี 7.9 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.6 หมื่นล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 7% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้มาก เห็นได้ชัดจากราคาพืชผลเกษตรกรหลายรายการราคาดีขึ้น ทำให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มมากขึ้นไปด้วย

ขณะที่ธนาคารออมสินก็ เชื่อมั่นว่าจากการเร่งปล่อยสินเชื่อฐานราก ทำให้ความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจฐานรากใน 6 เดือนข้างหน้าดีขึ้น โดยประชาชนเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ในส่วนของเศรษฐกิจภาพใหญ่ รัฐบาลได้เร่งกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณ 2561 และงบเหลื่อมปี 2560 รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาสามารถเบิกจ่ายขยายตัวขึ้นได้มาก จนทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีการเร่งลงทุนภาคเอกชนผ่านโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ซึ่งกำลังได้รับแรงบวกจากการจากอันดับความยากง่ายธุรกิจของไทยปี 2561 ที่ได้ปรับเพิ่มขึ้นจากอันดับ 46 มาอยู่ 26 ดีขึ้นถึง 20 อันดับ จนธนาคารโลกที่เป็นผู้จัดอันดับจัดให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ น่าจะส่งผลดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนเพิ่มในไทยได้ไม่น้อย

ขณะเดียวกันรัฐบาลยังจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการกระชับการบริหารกระทรวงเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพการทำงานในการขับเคลื่อนภาคปฏิบัติให้เกิดเป็นจริงมากขึ้น จะส่งผลให้เศรษฐกิจมีจุดเปลี่ยนสร้างความคึกคักกระชุ่มกระชวยให้กับเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

ทั้งหมดจะทำให้รัฐบาลปิดฉากเศรษฐกิจปีนี้ให้ขยายตัวได้ 4% เป็นเหมือนการส่งว่าวให้ติดลมบนได้เร็วขึ้น การจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปก็มีเสถียรภาพยั่งยืน ทำให้การบริหารเศรษฐกิจปี 2561 ซึ่งเป็นปีก่อนการมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามโรดแมปทางการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า ผ่านไปได้อย่างฉลุย จากที่คาดว่าขยายตัวได้ 4% ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.5-5% ซึ่งนอกจากจะทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น และความเป็นอยู่ของประชาชนลำบากลดลงแล้ว ยังทำให้รัฐบาลได้ใจและคะแนนเสียงอีกด้วย จนมีเสียงนักลงทุนและประชาชนเป็นจำนวนไม่น้อยที่จะเรียกร้องให้ลุงตู่บริหารประเทศต่อ แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งแล้วก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย