
ปริวรรตกรรม นิมมานการเปลี่ยนแปลง (จบ)
ดร.ปิยะพันธ์ ทยานิธิสัปดาห์ที่แล้วเขียนถึงนิยามความเปลี่ยนแปลง เมื่อรู้จักความเปลี่ยนแปลงแล้ว สามารถคิดวางแผนกลยุทธ์เพื่อบริหารความเปลี่ยนแปลงได้
ดร.ปิยะพันธ์ ทยานิธิ
สัปดาห์ที่แล้วเขียนถึงนิยามความเปลี่ยนแปลง เมื่อรู้จักความเปลี่ยนแปลงแล้ว สามารถคิดวางแผนกลยุทธ์เพื่อบริหารความเปลี่ยนแปลงได้
โดยทั่วไปแล้วความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงมักจะแฝงกระจายอยู่ในสารพัดวิถีทางสารพันวิธีการ ซึ่งเปลี่ยนเกณฑ์ กติกา เกมการแข่งขัน (Game Changer) เช่น Develop, Transform, Reform, Revolutionize, Revise, Reengineer, Restructure, Liberalize, Distribute, Include, Integrate, Optimize, Automate, Computerize, Innovate, Virtualize, Digitalize เป็นต้น และในหลายระดับ เช่น Global, Conceptual, Structural, Organizational, Methodological, Tactical, Procedural, Operational เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกมักเป็นแรงกดดันบีบบังคับให้ภายในต้องเปลี่ยนตาม ในขณะที่ภูมิคุ้มกันภายในมักปฏิเสธ (Deny) ต่อสู้คัดค้านต้านทาน (Resist) หรือถ่วงเวลา (Delay) ชะลอหน่วงเหนี่ยว (Restrain) ความเปลี่ยนแปลงนั้นไว้ ได้บ้างไม่ได้บ้าง การเปลี่ยนแปลงใดด้วยวิธีการบังคับจึงเกิดขึ้นได้ยาก หรือหากเกิดได้ก็สำเร็จได้ยาก แนวทางที่ดีกว่าจึงควรริเริ่มกำหนดการเปลี่ยนแปลงจากภายในเสียก่อน ทำตามศักยภาพของตัวการภายใน จัดให้เข้ากับช่วงจังหวะของการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก
สรุปโดยย่อตามแผนภูมิ การบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ดี (Good Change Management) จึงเป็นกระบวนการจัดการอย่างสมดุล (Balance) เพียงพอเหมาะสมสม่ำเสมอไม่สิ้นสุด บริหารความเสี่ยง และปรับปรุงตัวด้วยความรู้ความเข้าใจจริงในธรรมชาติของความเปลี่ยนแปลง อันเป็นรากฐานของความเป็นผู้เปลี่ยนแปลง (Changership) ซึ่งไม่ใช่การบังคับควบคุมต่อต้านหรือฝืนสู้กับธรรมชาติแต่อย่างใด การบริหารการเปลี่ยนแปลงจึงมีธรรมชาติเหมือนกับความเปลี่ยนแปลง คือทวนซ้ำเชิงซ้อน (Recursive) เป็นแบบอภิมหาวงจร (Supercycle) นั่นเอง ปริณามหรือเปลี่ยนแปลงเป็นรากฐานตามหลักธรรมชาติ หลักความจริง ส่วนเหตุการณ์สถานการณ์เป็นภาพรวมของสรรพสารที่ดำเนินไปอย่างบูรณาการตามกลไกการเปลี่ยนแปลง กลไกเหตุปัจจัย วงจรการปรุงแต่ง กล่าวคือ เกิดเพื่อจาก-จากเพื่อเกิด มาแล้วไป-ไปแล้วมา สิ่งใดเกิดมาแล้วย่อมจากไป สิ่งใดจากไปย่อมมี สิ่งอื่นเกิดตามมา เปลี่ยนแปลงแล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลงอีก แก้ปัญหาหนึ่งแล้วก็ต้องแก้ปัญหาอื่นต่อไปอีก จึงต้องคำนึงถึงสมดุลระหว่างความสร้างสรรค์ (Creativity) กับความต่อเนื่อง (Continuity)
คนเรามักกลัวเมื่อจะต้องเปลี่ยนแปลง กลัวการเปลี่ยนแปลงและความเปลี่ยนแปลง เพราะด้วยความไม่รู้จริง เราจึงกลัวสิ่งที่เราไม่รู้จัก ทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรม จับต้องสัมผัสได้ และสิ่งที่เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้แต่รู้สึกนึกเอาได้ กลัวสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นหรือยังไม่ปรากฏผล แต่ที่น่าแปลกใจที่สุดก็คือ คนเรามักจะไม่กลัวว่าตัวเองไม่รู้ ไม่รู้จักไม่รู้จริง กล่าวคือ ไม่กลัวความไม่รู้ของตัวเอง หรืออวิชชา แม้แต่ในขณะจิตนี้ก็ตาม อันเป็นสาเหตุใหญ่ให้หลงผิดเข้าใจผิดคิดผิดทำผิดไปเสียเอง ทั้งในปัจจุบันและต่อไปในอนาคต
ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนได้ ดังนั้นการศึกษาฝึกฝนพัฒนาตนเองตามหลักไตรสิกขา ทางสติปัญญาสมาธิ ความรู้สึกนึกคิดจิตใจ ความรู้เข้าใจเชี่ยวชาญชำนาญ จนถึงความประพฤติปฏิบัติปรับตัวให้สมดุล ทั้งเก่งกล้าและดีงาม รับรู้-รู้รับ รับรุก-รุกรับ เรียนรู้-รู้เรียน ตามหลักโยนิโสมนสิการและหลักปรโตโฆสะ ยกระดับศักยภาพสมรรถภาพขีดความสามารถและดุลยภาพเชิงปริตร (Resilience) มั่นคงแน่วแน่มีสมาธิคุ้มครองป้องกันรักษาตนเองด้วยคุณธรรมสัจธรรม และเชิงปริโยสาน (Reliance) มุ่งมั่นวางใจว่าบริบูรณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ ถึงที่สุดโดยรอบอย่าง สมบูรณ์ถูกกาลเทศะ จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตอย่างสงบสุข ท่ามกลางปริณามความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้อยู่รอดปลอดภัย (Address) เจริญก้าวหน้า (Progress) และสำเร็จสัมฤทธิ์ (Success)







