
องค์การนาซ่ารื้อฟื้นแผนเกี่ยวกับภัยจากอวกาศ
แสงเช้านุ่มนวลเพิ่งสาดส่อง ไม่กี่วินาทีต่อมาก็เกิดเสียงปังกึกก้อง 9 นาฬิกาเศษของวันที่ 15 ก.พ. 2013
โดย 0000000
แสงเช้านุ่มนวลเพิ่งสาดส่อง ไม่กี่วินาทีต่อมาก็เกิดเสียงปังกึกก้อง 9 นาฬิกาเศษของวันที่ 15 ก.พ. 2013 ดาวเคราะห์น้อยยาว 20 เมตร เกิดระเบิดขึ้นเหนือฟ้าเมืองเชลยาบินสก์ในประเทศรัสเซียบนเขตแดนระหว่างเทือกเขาอูรัลกับภูมิภาคไซบีเรีย พลังงานที่ปลดปล่อยทำให้คนบาดเจ็บ 1,600 คน อาคารเสียหาย 3,600 หลัง และกระตุ้นสัญญาณเตือนภัยรถหลายคัน
นั่นคือการชนโลกที่ไม่มีกล้องโทรทรรศน์ตัวใดรับรู้ ความกลัวว่าดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางขนาดหลายกิโลเมตรจะพุ่งชนเมืองใหญ่ในสหรัฐ โดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้นาซ่าเสนอกลยุทธ์ 7 ขั้นที่มุ่งเตรียมนักวิทยาศาสตร์และรัฐบาลให้สามารถระบุตัวตนและทำลายดาวเคราะห์น้อยและดาวหาง ที่เป็นภัยหรืออย่างเลวร้ายที่สุดคือ ช่วยบรรเทาผลสืบเนื่องจากการปะทะ
ปีนี้โลกเกือบถูกชน
นาซ่ามองหาวัตถุใกล้โลก (Near Earth Objects: NEOs) ด้วยกล้องโทรทรรศน์ในโลกและในอวกาศเสมอ แม้ว่าจะค้นพบดาวเคราะห์น้อยที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 1 กิโลเมตรไปมากแล้วก็ตาม แต่นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่ายังมีวัตถุใกล้โลกนอกสารบบขนาด 40 เมตรขึ้นไปอีกราว 3 แสนดวง ซึ่งอาจเป็นภัยได้ทั้งสิ้น
ดาวเคราะห์น้อย 2000 SG344 ยาว 37 เมตร เป็นตัวอย่างของความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าขนาดจะเล็กแต่ก็เป็นดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งที่นาซ่าติดตามอยู่เนื่องจากมันมีสิทธิชนโลก ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง การชนจะเท่ากับระเบิดปรมาณูฮิโรชิมาประมาณ 70 ลูก ผลของการชนขึ้นอยู่กับวิธีระเบิดของดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์น้อยเชลยาบินสก์เป็นดวงพรุน จึงระเบิดขณะเข้าสู่บรรยากาศเสมือนถูกเบรก การชนชนิดนี้เรียกว่า การระเบิดกลางอากาศ มันทำให้เกิดคลื่นกระแทก ซึ่งอาจมีพลังทำลายล้างยิ่งกว่าการชนผิวโลกเสียอีก
ในเดือน ม.ค. 2017 โลกเพิ่งรอดพ้นจากการชนกับดาวเคราะห์น้อย 2017 AG13 ซึ่งโคจรผ่านด้วยความเร็วถึง 5.8 หมื่นกิโลเมตร/ชั่วโมง ในจุดที่อยู่ห่างไม่ถึงครึ่งของระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ กล้องโทรทรรศน์ค้นพบดาวเคราะห์น้อยที่ยาวไม่เกิน 35 เมตรดวงนี้เพียง 2 วันก่อนมันจะพุ่งเฉียดโลก
ภัยคุกคามมาจากแถบดาวเคราะห์น้อยระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดีแถบกว้างราว 180 ล้านกิโลเมตรหรือมากกว่าระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์เล็กน้อยประกอบไปด้วยหินน้อยใหญ่นับแสนก้อนที่เรารู้จัก แต่คาดกันว่าจำนวนแท้จริงน่าจะมากกว่านี้หลายเท่า หินเหล่านี้โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์เหมือนดาวเคราะห์ ทว่าในบางครั้งแรงโน้มถ่วงจากวงโคจรรูปวงรีของดาวเคราะห์ก็อาจผลักหินบางก้อนสู่เส้นทางซึ่งพามันมาใกล้โลก กลายเป็นดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก
ดาวหางซึ่งมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็งมาไกลกว่านั้น บางดวงมาจากแถบไคเปอร์ซึ่งมีดาวเคราะห์แคระพลูโตเป็นสมาชิกบางดวงมาจากเมฆของออร์ตอันเป็นกลุ่มเมฆมโหฬารของก้อนน้ำแข็งที่เชื่อกันว่าห่อหุ้มดาวเคราะห์ไว้ทั้งหมดจากมุมมองของเรา ดาวหาง
และดาวเคราะห์น้อยกลายเป็นวัตถุที่อาจเป็นภัยได้หากมันอยู่ภายในระยะ 7.5 ล้านกิโลเมตร จากวงโคจรของโลก
ดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กเป็นภัยใหญ่
เมื่อปี 2005 ทางการสหรัฐ สั่งให้นาซ่าขึ้นบัญชี ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกขนาดกว่า 140 เมตรขึ้นไปให้ได้ร้อยละ 90 ของทั้งหมดก่อนจะถึงปี 2020 ดาวเคราะห์น้อยขนาดนี้ตรวจพบและเฝ้าติดตามง่ายกว่าดวงที่เล็กกว่า และยังมีแรงปะทะที่อาจจะทำลายเมืองหรือภูมิภาค แต่ในปี 2017 ขนาดที่ต้องดูแลอาจปรับลงเพราะดูอย่างดาวเคราะห์น้อยยาว 20 เมตร ที่ชนเมืองเชลยาบินสก์ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า วัตถุเล็กก็สร้างความเสียหายรุนแรงได้
ถึงตอนนี้ เหล่านักดาราศาสตร์เพิ่งจะขึ้นบัญชีดาวเคราะห์น้อยและดาวหางที่มีขนาด 140 เมตร ขึ้นไปได้เพียงร้อยละ 28 ของที่น่าจะมีอยู่ในระบบสุริยะ แต่นาซ่าตั้งใจว่าในปี 2021 จะทำการส่งขึ้นกล้องโทรทรรศน์อวกาศอินฟราเรดชื่อ นีโอแคม (Near-Earth Object Camera: NEOCam) เพื่อไว้คอยช่วยค้นหาเหล่าฆาตกรแฝงที่โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์
ดูเหมือนโลกจะถูกกระหน่ำชนอยู่ตลอดเวลา แต่โชคดีที่การชนจนเสียหายรุนแรงเกิดไม่บ่อยนัก การชนครั้งใหญ่ที่มีการบันทึกเกิดขึ้นในปี 1908 เมื่อดาวเคราะห์น้อยขนาดยาว 40 เมตร ระเบิดในบรรยากาศที่อยู่เหนือแม่น้ำตุงกุสกาในภูมิภาคไซบีเรีย ป่าที่ถูกทำลายมีเนื้อที่เท่ากับกรุงโตเกียว
ตามสถิติแล้ว การชนแบบนี้หลายพันปีจึงจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแต่ผิวโลกก็เต็มไปด้วยร่องรอยการชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั่วไปหมด ในฐานข้อมูลการชนโลกนั้นบันทึกหลักฐานหลุมอุกกาบาตทั้งหมด 190 หลุม การชนที่ทำลายล้างรุนแรงที่สุด เช่น ครั้งที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์หมดจะเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยทุกๆ 100 ล้านปี
การชนโดยไร้สัญญาณบอกกล่าว
สัญญาณการชนของดาวเคราะห์น้อยและดาวหางจะต่างกัน โดยหลักการการชนบางกรณีอาจจะทำนายล่วงหน้าได้เป็นศตวรรษ แต่ก็มีที่บอกก่อนได้ไม่กี่วัน หรือบอกไม่ได้เลย ดังนั้น กลยุทธ์ของนาซ่าจึงเป็นการพัฒนาและการทดสอบถึงวิธีที่จะเบี่ยงเบนหรือทำลายสิ่งคุกคามก่อนการชนในต้นทศวรรษ 2020 นาซ่าคาดว่าจะส่งยานอวกาศไปดาวเคราะห์น้อยเพื่อเก็บชิ้นส่วน ยิ่งกว่านั้น ภารกิจเบนดาวเคราะห์น้อย (Asteroid Redirect Mission) จะพยายามเปลี่ยนเส้นทางดาวเคราะห์น้อยด้วยการไปโคจรอยู่ข้างๆ หลายเดือน และผลักดาวเคราะห์น้อยด้วยแรงโน้มถ่วงของยาน ภารกิจนี้จะเป็นการทดลองแรกๆ ในการย้ายดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางจากทางโคจรเดิม
อาวุธจัดการดาวเคราะห์น้อยพร้อมใช้
ถ้านาซ่ารับรู้ว่ามีดาวเคราะห์น้อยกำลังมุ่งมาทางโลกวันนี้ อาจต้องใช้เวลาถึง 5 ปีในการเตรียมการและส่งยานขึ้นไปป้องกันการชน ซึ่งในหลายกรณีอาจไม่ทันการณ์ ดังนั้น นาซ่าจึงแนะนำให้จำกัดเวลาเตรียมการโดยจัดให้มีอาวุธที่จำเป็นพร้อมไว้เสมอ
ในหลายกรณี ดาวเคราะห์น้อยและดาวหางจะชนแบบกะทันหันจนป้องกันไม่ได้ หากรัฐบาลมีเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ สิ่งที่จำเป็นต้องทำ คือ คำนวณจุดปะทะอย่างแม่นยำเพื่อให้อพยพ ผู้คนได้ทันเวลา คนเจ็บและคนไร้ที่อยู่นับแสนคนหรือนับล้านคนต่างต้องการโรงพยาบาลฉุกเฉิน และที่พักชั่วคราวในจำนวนที่ไม่อาจคาดหมายได้ สาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้าและถนนจะต้องทำการซ่อมสร้างโดยเร็วที่สุด ปฏิบัติการใหญ่ระดับนี้ต้องใช้การจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งต่างจากสิ่งที่เรามีอยู่ในเวลานี้
แผนยุทธศาสตร์ของนาซ่าเขียนไว้ว่า “คงจะเป็นไปได้ยากที่เราจะเห็นการชนระดับทำลายล้าง อารยธรรมใน 2 ศตวรรษข้างหน้า ทว่า ความเสี่ยงของการชนที่รุนแรงน้อยกว่าแต่สร้างความหายนะได้มากนั้นก็มีจริง และเรายังไม่มีกลยุทธ์สำหรับรับมือเหตุการณ์ชนิดนี้ในขณะนี้”







