posttoday
ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 1

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 1

02 พฤศจิกายน 2560

ท่านผู้อ่านไม่เคยเห็นดวงดาวระยิบระยับยามค่ำคืนเต็มท้องฟ้ามานานแค่ไหนแล้วครับ ผมคนหนึ่งล่ะครับที่ไม่มีโอกาสได้เห็นมานานมากแล้ว ความที่อยู่แต่กรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีโอกาสเห็นแน่นอนเพราะความสว่างไสวจากแสงของเมือง ครั้นไปต่างจังหวัดก็ไปแต่เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ หัวหิน พัทยา พักในเมืองที่มองหามุมมืดสนิทไม่ค่อยได้ บังเอิญว่าปีนี้ไปทำงานที่ญี่ปุ่นแล้วมีโอกาสได้ไปนอนดูดาวถึง 2 ครั้ง เลยอยากนำประสบการณ์มาแบ่งปันท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะในยุคที่การท่องเที่ยวญี่ปุ่นเฟื่องฟู นักเที่ยวชาวไทยแทบจะเดินชนกันตามย่านหลักๆ อย่างชินจูกุหรือชินไซบาชิ จนหลายคนเริ่มบ่นว่าอยากหาที่เที่ยวใหม่ๆ บ้าง บทความในหลายสัปดาห์ต่อจากนี้เป็นทางเลือกใหม่ที่อาจจะถูกใจใครหลายคนครับ

ท่านผู้อ่านไม่เคยเห็นดวงดาวระยิบระยับยามค่ำคืนเต็มท้องฟ้ามานานแค่ไหนแล้วครับ ผมคนหนึ่งล่ะครับที่ไม่มีโอกาสได้เห็นมานานมากแล้ว ความที่อยู่แต่กรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีโอกาสเห็นแน่นอนเพราะความสว่างไสวจากแสงของเมือง ครั้นไปต่างจังหวัดก็ไปแต่เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ หัวหิน พัทยา พักในเมืองที่มองหามุมมืดสนิทไม่ค่อยได้ บังเอิญว่าปีนี้ไปทำงานที่ญี่ปุ่นแล้วมีโอกาสได้ไปนอนดูดาวถึง 2 ครั้ง เลยอยากนำประสบการณ์มาแบ่งปันท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะในยุคที่การท่องเที่ยวญี่ปุ่นเฟื่องฟู นักเที่ยวชาวไทยแทบจะเดินชนกันตามย่านหลักๆ อย่างชินจูกุหรือชินไซบาชิ จนหลายคนเริ่มบ่นว่าอยากหาที่เที่ยวใหม่ๆ บ้าง บทความในหลายสัปดาห์ต่อจากนี้เป็นทางเลือกใหม่ที่อาจจะถูกใจใครหลายคนครับ

Nagano เป็นหนึ่งในไม่กี่จังหวัดของ ญี่ปุ่นที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ซึ่งไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่กลับกลายเป็นจุดเด่นด้วยเส้นทาง Nakasendo ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองเอโดะ ศูนย์กลางอำนาจของโชกุนตระกูลโทคุกาวะ กับเกียวโต เมืองหลวงอันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิ ดังที่เคยเขียนไปหลายครั้งแล้วว่า กุศโลบายทางการเมืองของตระกูลโทคุกาวะในเรื่องการส่งตัวประกันมาพำนักในเอโดะนั้น ยังผลให้เกิดพลวัตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอย่างใหญ่หลวง และหากไม่มีเส้นทางเชื่อมต่อของสองเมืองหลัก สภาวะเช่นนั้นก็มิอาจเกิดขึ้นได้ เส้นทางสาย Nakasendo จึงเป็นหนึ่งในสองเส้นเลือดหลักทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของญี่ปุ่นยุคเอโดะอย่างแท้จริง คู่กันกับเส้นทาง Tokaido ที่เลียบตามชายฝั่งทะเล ในขณะที่ Nakasendo เริ่มต้นจากสะพานนิฮอมบาชิในเอโดะลัดเลาะไปตามพื้นราบและภูเขา ผ่านจังหวัดไซตามะ กุมมะ นากาโนะ กิฟุ ชิงะ และสิ้นสุดที่สะพานซันโจ้ในเกียวโต รวมระยะทาง 534 กิโลเมตร ระหว่างทางมีเมืองเล็กๆ ที่เรียกว่า PostTown หรือ Juku ในภาษาญี่ปุ่นรวม 69 เมือง เมืองเหล่านี้แหละครับที่ก่อให้เกิดพัฒนาการด้านต่างๆ ของญี่ปุ่น อาทิ การไปรษณีย์ การจะส่งข่าวสารระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรโดยใช้คนเดินเท้าชุดเดียวกว่าข่าวสารจะถึงปลายทางอาจต้องใช้เวลายาวนานเป็นสัปดาห์ แต่ถ้าตั้งสถานีไปรษณีย์เป็นจุดๆ แล้วให้แต่ละจุดส่งต่อกันเป็นระยะๆ ก็จะประหยัดทั้งแรงและเวลา อีกอย่างที่ได้รับอานิสงส์คือที่พักแรม เมื่อมีการเดินทางย่อมต้องมีที่พัก จากนโยบายตัวประกันทำให้ตั้งแต่ระดับเจ้าเมืองลงไปถึงผู้รับใช้ต้องเดินทางขึ้นล่องกันอย่างน้อยปีละหน เมืองใหญ่ก็ขบวนเยอะ เมืองน้อยก็ขบวนเล็ก ทั้งที่พักและร้านอาหารจึงผุดขึ้นตามความเป็นไปของยุคสมัย ก่อให้เกิดเรียวกังและเรียวเทอิชั้นดีสำหรับเจ้าแคว้นลดหลั่นลงมาถึงระดับสามัญชน เรียวกังหลายแห่งก็ยังเปิดบริการมาจนถึงทุกวันนี้

บนเส้นทาง Nakasendo ต้องนับว่าจังหวัดนากาโนะมีเมืองแวะพักมากที่สุดถึง 25 แห่ง ตามด้วยจังหวัดกิฟุ 17 แห่ง ชิงะ 10 แห่ง ไซตามะ 9 แห่ง กุมมะ 7 แห่ง และเอโดะอีก 1 แห่ง ในบรรดา Post Town บนเส้นทางนี้ มีอยู่ 2-3 แห่ง ที่มีชื่อเสียงและยังรักษาสภาพของเมืองไว้ได้ใกล้เคียงกับของเดิมมาจนถึงปัจจุบันคือ เมือง Magome ในกิฟุ และ Tsumago กับ Narai ทางตอนใต้ของจังหวัดนากาโนะ แต่เนื่องจากไม่ใช่เส้นทางสายหลักของการท่องเที่ยว จึงทำให้นักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ปักหมุดเมืองเล็กๆ เหล่านี้ลงไปในแผน เพราะส่วนใหญ่จะลงเครื่องที่นาโกย่าแล้วก็ขึ้นไปทาคะยามะ ชิรากาวะโก ออกทางมัทสุโมโตะแล้ววกลงโตเกียวโดยไม่ได้ผ่านนากาโนะตอนล่าง แม้แต่ตัวผมเองก็ยังไม่ได้ไปบ่อยเหมือนเส้นทางอื่น พอเจ้าหน้าที่จากเมืองเล็กๆ ชื่อ Komagane แวะเข้ามาเยี่ยมที่บริษัทฯ เมื่อหลายเดือนก่อนเพื่อเชิญไปสำรวจเส้นทาง ผมจึงรีบตอบตกลงโดยไม่ลังเล ที่สำคัญคืออนุญาตให้ผมเชิญเพื่อนร่วมทางไปได้อีก 2 คน หลังจากรวบรวมทีมทั้งน้องหมวย บล็อกเกอร์สาวร่างเล็กเจ้าของเพจ Journey Together และน้องบิวมือทำคอนเทนต์ของเพจ J-Plan Holiday ได้เรียบร้อย ก็กำหนดวันเดินทางช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ผมขอแยกบินเที่ยวบินเช้าไปลงสนามบินจูบุเซนแทร (นาโกย่า) นอนรอก่อนหนึ่งคืน เพราะบินดึกถึงเช้าแล้วเที่ยวเลยนี่เริ่มจะไม่ไหว ยอมจ่ายค่าโรงแรมที่หน้าสนามบินนอนพักสบายๆ ก่อนดีกว่า และทุกครั้งที่ผมมานอนรอที่นี่ก็จะต้องไม่พลาดเมนูเด็ด คือ ราเมงรสเผ็ดของร้าน Misen ในเมืองนาโกย่า ที่มาเปิดสาขาอยู่ในสนามบินด้วย ผมสั่ง Taiwan ramen กับผักโขมผัดกระเทียมมาอย่างละที่ แม้จะชื่อว่าไต้หวันราเมง แต่ต้นกำเนิดเกิดจากร้านอาหารจีน Misen พ่อครัวทำราเมงแบบง่ายๆ ให้พนักงานในร้านกินมีอะไรก็โยนใส่ไปทั้งถั่วงอกและหมูสับที่เหลือๆ กระทั่งต้นหอมก็ไม่ได้ซอย ปรุงรสด้วยพริกให้จัดจ้านเหมือนรสชาติในไต้หวัน ถูกปากพนักงานมากจนต้องยกระดับขึ้นมาเป็นเมนูของร้าน และกลายเป็นเมนูอันดับหนึ่งสร้างชื่อให้ร้านมิเซนโด่งดังมาจนทุกวันนี้ ถ้ายอมเปิดใจว่าไม่ใช่ราเมงจริตญี่ปุ่น บอกเลยว่าถูกใจคนไทยแน่ แต่ก็นั่นแหละใครไปญี่ปุ่นก็ต้องอยากกินราเมงรสต้นตำรับเป็นธรรมดา

ผมโซ้ยไต้หวันราเมงพร้อมความเผ็ดซี้ดซ้าดสมใจ ตัดสลับกับผักผัดกระเทียมในน้ำมันรสกลมกล่อม เป็นมื้อเย็นที่ง่ายแต่สมบูรณ์แบบ ความอร่อยไม่ได้วัดกันที่ดาวหากแต่วัดกันที่รสชาติ อาหารพื้นๆ ที่ไม่มีดาวจากฝรั่งก็สามารถเทียบชั้นได้ถ้าอร่อยจริงเหมือนสองจานนี้ หลังของคาวก็ควรตบของหวาน เห็นคุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นยืนถ่ายรูปซอฟท์ครีมอยู่หน้าร้านท่าทางน่ากิน เลยเกิดอยากลอง สั่งมาหนึ่งโคน อืม!รสนมเข้มข้นไม่เคยผิดหวังเลยสักครั้งเพราะนมในญี่ปุ่นคุณภาพถึงจริงๆ ร้านนี้ขายผลิตภัณฑ์จากเกษตรนัยว่ามีฟาร์มของตัวเอง สินค้าในร้านใช้วัตถุดิบจากฟาร์มทั้งหมด รวมทั้งน้ำนมวัวด้วย สามทุ่มร้านค้าทยอยปิด คิดอยู่นานว่าจะซื้อปีกไก่ทอดยามะจังกลับไปกินที่ห้องดีมั้ย ปรากฏว่าเลยเวลาแล้วเป็นอันจบเกม มองไปอีกทีบรรยากาศเริ่มวังเวง เที่ยวบินสุดท้ายกำลังจะออก เคาน์เตอร์เช็กอินและโถงขาออกเงียบสงัด เหลือเพียงเจ้าหน้าที่ไม่กี่คน ภาพที่เห็นถูกส่งไปยังสมองแล้วจินตนาการถึงหนังลึกลับสยองขวัญหลายเรื่อง จิตสำนึกสั่งให้รีบจ้ำอ้าวกลับโรงแรมโดยพลัน ถึงห้องเปิดไฟเปิดทีวีพร้อมกางตารางเดินทางวัน พรุ่งนี้ มีสถานที่น่าสนใจรออยู่เพียบ อาบน้ำนอนพักผ่อนก่อนดีที่สุด อย่าฟุ้งซ่าน n

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย