
บิตคอยน์เอทีเอ็ม : ผู้ทําลายกําแพงโลกเก่าสู่เงินดิจิทัล?
สุริยัน สุปินะนิติกรสำนักกฎหมายกระทรวงการคลังเมื่อพูดถึงเงินดิจิทัล หรือ Crypto Currencies หลายคนอาจจะมองเป็นเรื่องไกลตัว เนื่องจากมีความยุ่งยากในการแลกเปลี่ยนเงินและมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการในการรับแลกเปลี่ยน
สุริยัน สุปินะนิติกรสำนักกฎหมายกระทรวงการคลัง
เมื่อพูดถึงเงินดิจิทัล หรือ Crypto Currencies หลายคนอาจจะมองเป็นเรื่องไกลตัว เนื่องจากมีความยุ่งยากในการแลกเปลี่ยนเงินและมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการในการรับแลกเปลี่ยน
ดังนั้น จึงมีผู้ให้บริการบางกลุ่มที่ มองเห็นช่องว่างทางการตลาดในส่วนนี้ จึงได้ทําการปรับปรุงเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาเป็นเครื่องมือในการให้บริการเทคโนโลยีที่ว่านี้คือ ตู้เอทีเอ็ม นั่นเอง เพียงแต่ว่าปรับเปลี่ยนหน้าที่และการทํางานของ มันให้ต่างออกไป กล่าวคือแทนที่จะ เป็นตู้สําหรับกดเงินสดที่ฝากไว้กับ ธนาคารออกมา แต่ตู้ที่ว่านี้กลับสามารถ ทําหน้าที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเงินสดกับเงินตราเสมือนไม่ว่าฝากเข้าหรือถอนออก
โดยแนวคิดนี้เกิดขึ้นโดยบริษัท โรโบคอยน์ (Robocoins) ซึ่งตั้งอยู่ในมลรัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา และเริ่มติดตั้งใช้งานเครื่องครั้งแรกที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองแวนคูเวอร์ประเทศแคนาดา ชื่อว่าเวฟส์คอฟฟี่เฮาส์ (Waves Coffee House) โดย จอร์แดน เคลลี ผู้บริหารของโรโบคอยน์ให้สัมภาษณ์กับสํานักข่าวเอบีซี นิวส์ (ABC News) เอาไว้ว่า
"เครื่องเอทีเอ็มของเราทําให้การแลกเปลี่ยนเงินสามารถทําได้เร็วขึ้น ผู้คนต้องการที่จะสามารถจ่ายเงินของพวกเขาจริงๆ โดยผู้บริโภคของเราสามารถเดินไปที่เครื่องแล้วทําการซื้อขายบิตคอยน์ด้วยเงินสด"
และสิ่งที่ยืนยันคําพูดของเคลลีก็คือผลงานของเขา เพียงวันแรกที่ติดตั้งและเปิดให้บริการเครื่องเอทีเอ็ม มีการใช้บริการถึง 81 รายการ ซึ่งเป็นมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ และกว่าหนึ่งในสามคือผู้ที่ใช้บิตคอยน์เป็นครั้งแรก หนึ่งในประเทศไทยได้มีผู้ให้บริการที่นําเข้าเครื่องดังกล่าวมาติดตั้งเพื่อให้บริการแลกเปลี่ยนเงินสดกับบิตคอยน์เช่นกัน โดยมีการติดตั้งที่ร้านชิตเบียร์ อ.เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี และที่ร้านคิโด สาขา 2 บนถนนอาร์ซีเอ พระราม 9
แม้ว่าสถานะทางกฎหมายของ บิตคอยน์ รวมถึงเงินเสมือน (Crypto Currencies) จะยังไม่มีสถานะที่ชัดเจนในทางกฎหมายในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบิตคอยน์จะไม่มีกฎหมายรองรับ แต่ในทางปฏิบัติในการแลกเปลี่ยน ผู้ให้บริการจะมีการดําเนินการตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตามกระบวนการ KYC/CCD หรือ Know Your Costumer/Costumer Due Dilligence กล่าวคือ เป็นการพิสูจน์ตัวตน และพฤติกรรมการโอน ฝาก และถอนเงินว่ามีการเชื่อมโยงกับธุรกรรมที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ทําให้การแลกเปลี่ยนผ่านตู้บิตคอยน์เอทีเอ็มจะมีการเก็บข้อมูลรูปถ่ายบัตรประจําตัวประชาชนของผู้ใช้บริการไว้อีกทั้งยังมีการยืนยันตัวตนด้วยโทรศัพท์มือถือ เช่นเดียวกันกับการทําธุรกรรมผ่านสถาบันการเงินแม้ว่าจะไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องทําหรือยกเว้นให้ไม่ต้องทํา KYC/CCD ก็ตาม
ทั้งนี้ ด้วยความที่บิตคอยน์หรือเงินดิจิทัลยังไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน จึงยังคงมีความเสี่ยงในการถือครองและแลกเปลี่ยนอยู่มาก ซึ่งตามข่าวธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 7/2557 ถือว่าบิตคอยน์หรือเงินเสมือนเป็นหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ สามารถชําระหนี้ได้ตามกฎหมาย และไม่มีมูลค่าในตัวเอง ทําให้มีความเสี่ยงต่อความเปลี่ยนแปลงของมูลค่า และอาจไม่ได้รับความคุ้มครองหากเกิดกรณีที่มีการฉ้อโกงเกิดขึ้น
นอกจากนี้ หน่วยกํากับควบคุมเงินตราในหลายประเทศ ก็ได้มีประกาศไม่รับรองบิตคอยน์ว่าเป็นสกุลเงินตราแล้ว และจะใช้มาตรการภาษีควบคุมการขยายตัวของตลาดเงินตราเสมือน เช่น กระทรวงการคลังของเยอรมนีประกาศสถานะของ บิตคอยน์ว่า ไม่ใช่เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-money) และไม่ใช่เงินสกุลต่างประเทศ (Foreign Currency) แต่มีสถานะเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล (Private Money) บุคคลทั่วไปสามารถถือครองและซื้อขายแลกเปลี่ยนได้โดยผู้ถือครองบิตคอยน์ต้องแจ้งจํานวนที่ถือครองต่อทางการ และหากมีรายได้จากการค้าบิตคอยน์จะต้องนํามาคํานวณรวมเพื่อประเมินภาษี
ด้านรัฐบาลจีนที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาให้ความสําคัญกับนโยบายในการรักษาอํานาจในการควบคุมเงินตรา ก็ได้ออกนโยบายในการควบคุมเงินตราเสมือน โดยมีคําสั่งห้ามการซื้อขายบิตคอยน์และมีมาตรการในการกวาดล้างบิตคอยน์ รวมถึงห้ามไม่ให้มีการทํา Initial Coin Offering หรือการขาย Crypto Currencies ชนิดใหม่ในตลาดเพื่อแลกกับบิตคอยน์
ในท้ายที่สุดถึงแม้เงินตราเสมือนจะมีความเสียงอยู่ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานหรือความผันผวนของมูลค่า แต่ในอนาคตข้างหน้าเราก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เงินตราเสมือนมีประสิทธิภาพมากในการโอนเปลี่ยนมือ โดยไม่ต้องระบุ ตัวตน ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เท่าทันต่อเทคโนโลยีและป้องกันไม่ให้มีการนําเงินดิจิทัลไปใช้เป็นเครื่องมือในการทําความผิด







