
จ่อคุมบล็อกเทรดปี'61
สมาคมโบรกเกอร์หารือ ตลท.เล็งออกเกณฑ์คุมบล็อกเทรดให้เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น เพื่อดูแลนักลงทุน คาดเห็นแนวทางชัดเจนปีหน้า
สมาคมโบรกเกอร์หารือ ตลท.เล็งออกเกณฑ์คุมบล็อกเทรดให้เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น เพื่อดูแลนักลงทุน คาดเห็นแนวทางชัดเจนปีหน้า
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า สมาคมได้หารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อหาแนวทางวางหลักเกณฑ์ดูแลการทำธุรกรรมซื้อขายรายการใหญ่บนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นอ้างอิงรายตัว (Single Stock Futures) หรือธุรกรรมบล็อกเทรด เนื่องจากมีการขยายตัวสูงมาก และมีแนวโน้มในอนาคตที่จะเพิ่มขึ้นอีก จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเพื่อมาช่วยบริหารจัดการธุรกรรมบล็อกเทรดให้ดีขึ้น ไม่ให้โตเป็นลูกโป่งแตกแล้วมาแก้ไขปัญหา แต่ความชัดเจนของเกณฑ์ที่จะมาใช้น่าจะเห็นชัดเจนในปี 2561
"เท่าที่หารือกับ ตลท.ในเบื้องต้นเกณฑ์การดูแลคงไม่ใช่การปิดกั้นหรือห้ามไม่ให้ทำ แต่จะเน้นการเปิดเผยข้อมูลของบล็อกเทรดในระดับหนึ่งที่ดีขึ้น เพื่อให้คนระมัดระวังว่าตัวนั้นตัวนี้มากเกินไปแล้ว เพราะการปล่อยบัญชีเพื่อกู้ซื้อหลักทรัพย์ (บัญชีมาร์จิ้น) ตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไปก็อันตราย ช่วงหลังเราติดตามเพื่อให้บัญชีเงินกู้เพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ (มาร์จิ้น) ปลอดภัยขึ้น มีความเสี่ยงลดลง สามารถโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ" นางภัทธีรา กล่าว
นางภัทธีรา กล่าวว่า ปริมาณบล็อกเทรดที่มีมากในปัจจุบัน 2.94 ล้านสัญญา สูงกว่าปีที่ผ่านมานั้น อาจมีผลกระทบไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งต่อราคาหุ้นตัวนั้นๆ ที่มีธุรกรรมบล็อกเทรดมาก หรืออาจเกิดความเสียหายกับใครคนใดคนหนึ่งได้ ฉะนั้นสมาคมและ ตลท.จึงหาแนวทางมาดูแลให้มากขึ้น เพื่อให้คนรู้ข้อมูลว่าตัวไหนที่ทำบล็อกเทรดมากไปแล้วอาจมีความเสี่ยง สภาพคล่องไม่เพียงพอ หรือปัญหาอื่นๆ เพราะปัจจุบันต่างคนต่างทำไม่มีข้อมูลและไม่มีการดูแลเลย ซึ่งการที่ยังเล็กอยู่ปริมาณไม่ได้มากก็อาจไม่เป็นไร แต่อนาคตที่จะมีปริมาณมากขึ้นถ้าไม่ดูแลเลยก็เป็นปัญหาได้
ทั้งนี้ จากพฤติกรรมนักลงทุนที่เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีที่นำเข้ามาใช้ในการอำนวยความสะดวกในการซื้อขายมากขึ้น ก็ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) มีการแข่งขันในรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากในอดีตที่เคยแข่งกันแค่ลดค่าคอมมิชชั่น แต่ต่อไป บล.ต้องปรับตัวในรูปแบบการแข่งขันที่เปลี่ยนไปมากขึ้น เนื่องจากมีคู่แข่งจากฟินเทคที่อาจจะยังไม่เห็นตัว บวกกับนักลงทุนมีทางเลือกในการออกไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้นด้วย
นางภัทธีรา กล่าวอีกว่า การที่ดอกเบี้ยผลตอบแทนเงินฝากต่ำ บวกกับไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเลือกโยกเงินฝากออกมาหาผลตอบแทนหรือเงินปันผลที่สูงในผลิตภัณฑ์ที่ บล.และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนมากขึ้น เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่คาดหวังผลตอบแทนอยู่ที่ 4-5% ซึ่งการโยกเงินลงทุนมาหาผลตอบแทนที่ดีขึ้นมีมูลค่ารวมสูงเป็นหลักแสนล้านบาท แนวโน้มในอนาคตจะมีเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีตัวเลือกในการลงทุนที่หลากหลายตามความเสี่ยง







